2026-07-25T07:06:30+00:00 fin K บริษัท คิงส์เมน ซี.เอ็ม.ที.ไอ. จำกัด (มหาชน) K ปรับตัว Q2/66 ขาดทุนสุทธิ 8.22 ล้านบาท รับรายได้บริการหด 43% รายได้บริการวูบตามภาพรวมธุรกิจ ขณะที่ฝ่ายจัดการเร่งปรับกลยุทธ์รับมือ บริษัท คิงส์เมน ซี.เอ็ม.ที.ไอ. จำกัด (มหาชน) หรือ K รายงานผลประกอบการไตรมาส 2 ปี 2566 ขาดทุนสุทธิ 8.22 ล้านบาท เทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนที่มีกำไร 5.71 ล้านบาท โดยมีปัจจัยหลักมาจากรายได้จากการให้บริการที่ลดลงถึง 43% ขณะที่ต้นทุนการบริการลดลงตามสัดส่วน ด้านฝ่ายจัดการอยู่ระหว่างปรับกลยุทธ์เพื่อขยายงานในธุรกิจแสดงสินค้าและกิจกรรมทางการตลาดที่คาดว่าจะกลับมาเติบโต Hero: หัวใจกำไร — สาเหตุหลักที่ทำให้ผลประกอบการเปลี่ยน กลุ่มธุรกิจ: อสังหาริมทรัพย์และก่อสร้าง 1) หัวใจคืออะไร หัวใจสำคัญที่อธิบายการเปลี่ยนแปลงผลประกอบการของ K ในไตรมาส 2/2566 คือ รายได้จากการให้บริการที่ลดลงอย่างมีนัยสำคัญถึง 43% YoY ส่งผลให้กำไรขั้นต้นหดตัว 48% YoY จาก 32.99 ล้านบาท เหลือ 17.25 ล้านบาท และท้ายที่สุดบริษัทพลิกขาดทุนสุทธิ 8.22 ล้านบาท จากเดิมที่เคยมีกำไร 5.71 ล้านบาท ปัจจัยหลักมาจากสายธุรกิจงานตกแต่งภายในรับงานลดลง และงานในสายธุรกิจจัดงานแสดงสินค้าและกิจกรรมทางการตลาดลดลง 2) ทำไมถึงเป็นเช่นนั้น สาเหตุหลักที่ทำให้รายได้จากการให้บริการลดลง มาจาก ความไม่ชัดเจนทางการเมือง ในช่วงที่ผ่านมา ส่งผลกระทบโดยตรงต่องานในสายธุรกิจจัดงานแสดงสินค้าและกิจกรรมทางการตลาด นอกจากนี้ สายธุรกิจงานตกแต่งภายในก็มีปริมาณงานรับลดลงเช่นกัน แม้ว่าบริษัทจะมีการควบคุมต้นทุนการให้บริการได้ดีขึ้น โดยลดลงตามสัดส่วนรายได้ที่ลดลง และมีการปรับกลยุทธ์การส่งเสริมการตลาดทางโซเชียลมีเดีย ทำให้ค่าใช้จ่ายในการขายและบริหารลดลง แต่ก็ไม่สามารถชดเชยรายได้ที่หายไปได้ 3) จะเกิดขึ้นต่อเนื่องหรือไม่ ยังไม่ชัดเจน ต้องติดตาม ฝ่ายจัดการมีแผนกลยุทธ์ที่จะมุ่งขยายงานในธุรกิจงานแสดงสินค้าและกิจกรรมทางการตลาดมากขึ้น เนื่องจากคาดการณ์ว่าสภาวะตลาดจะกลับมาเติบโตเช่นเดียวกับช่วงก่อนการแพร่ระบาดของ COVID-19 ส่วนงานธุรกิจตกแต่งภายในจะมุ่งเน้นรับงานรีเทลและสำนักงานขนาดกลางถึงเล็กที่มีโอกาสเติบโต โดยเน้นงานที่บริษัทมีความชำนาญและทำกำไรได้ดี อย่างไรก็ตาม ความไม่แน่นอนทางการเมืองที่เคยเป็นปัจจัยกดดันได้คลี่คลายลงแล้ว แต่การฟื้นตัวของภาคธุรกิจและการรับงานใหม่ๆ จะเป็นปัจจัยสำคัญที่ต้องจับตาต่อไป Highlight สำคัญ ขาดทุนสุทธิ 8.22 ล้านบาท: พลิกจากกำไร 5.71 ล้านบาทใน Q2/65 เนื่องจากรายได้บริการหดตัว รายได้บริการลดลง 43% YoY: อยู่ที่ 127.87 ล้านบาท จาก 226.06 ล้านบาทในปีก่อน กำไรขั้นต้นหดตัว 48% YoY: เหลือ 17.25 ล้านบาท จาก 32.99 ล้านบาท คุมค่าใช้จ่ายได้ดี: ค่าใช้จ่ายขายลดลง 10% YoY และค่าใช้จ่ายบริหารลดลง 19% YoY ปิดบริษัทย่อยในต่างประเทศ: อยู่ระหว่างดำเนินการจดเลิกกิจการบริษัทย่อยในเมียนมาร์และกัมพูชา เนื่องจากสถานการณ์ไม่แน่นอน ภาพรวมผลประกอบการ ในไตรมาส 2 ปี 2566 บริษัท คิงส์เมน ซี.เอ็ม.ที.ไอ. จำกัด (มหาชน) มีรายได้จากการให้บริการรวม 127.87 ล้านบาท ลดลง 43% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนที่มีรายได้ 226.06 ล้านบาท ส่งผลให้ต้นทุนการให้บริการลดลง 43% มาอยู่ที่ 110.62 ล้านบาท ทำให้กำไรขั้นต้นลดลง 48% มาอยู่ที่ 17.25 ล้านบาท โดยมีอัตรากำไรขั้นต้นอยู่ที่ 13% ลดลงจาก 15% ในปีก่อน ขณะที่ค่าใช้จ่ายในการขายลดลง 10% มาอยู่ที่ 4.67 ล้านบาท และค่าใช้จ่ายในการบริหารลดลง 19% มาอยู่ที่ 17.15 ล้านบาท ต้นทุนทางการเงินลดลง 19% มาอยู่ที่ 2.31 ล้านบาท ส่งผลให้บริษัทมีผลขาดทุนจากการดำเนินงานก่อนภาษี 6.74 ล้านบาท และเมื่อรวมรายการภาษีเงินได้แล้ว บริษัทมีผลขาดทุนสุทธิ 8.22 ล้านบาท เทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนที่มีกำไรสุทธิ 5.71 ล้านบาท สำหรับผลประกอบการ 6 เดือนแรกของปี 2566 บริษัทมีรายได้รวม 320.46 ล้านบาท ลดลง 26% YoY และมีผลขาดทุนสุทธิ 13.53 ล้านบาท เทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนที่มีผลขาดทุนสุทธิ 3.49 ล้านบาท โอกาส การฟื้นตัวของธุรกิจจัดงานแสดงสินค้าและกิจกรรมทางการตลาด: ฝ่ายจัดการคาดการณ์ว่าสภาวะตลาดจะกลับมาเติบโตเช่นเดียวกับช่วงก่อนการแพร่ระบาดของ COVID-19 ซึ่งเป็นโอกาสในการขยายงานในธุรกิจนี้ การมุ่งเน้นงานตกแต่งภายในที่มีศักยภาพ: การรับงานรีเทลและสำนักงานขนาดกลางถึงเล็กที่มีโอกาสเติบโตอย่างต่อเนื่อง โดยเน้นงานที่บริษัทมีความชำนาญและสามารถทำอัตรากำไรได้ดี การปรับกลยุทธ์การตลาด: การเพิ่มช่องทางส่งเสริมการตลาดทางโซเชียลมีเดีย ทำให้ทีมขายมีช่องทางธุรกิจเพิ่มขึ้น ความเสี่ยง ความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจและการเมือง: แม้สถานการณ์ทางการเมืองจะคลี่คลาย แต่ความผันผวนทางเศรษฐกิจยังคงเป็นปัจจัยที่ต้องเฝ้าระวัง การแข่งขันในธุรกิจตกแต่งภายใน: การแข่งขันที่สูงในตลาดงานรีเทลและสำนักงาน อาจส่งผลต่ออัตรากำไร การบริหารจัดการโครงการ: ความเสี่ยงในการบริหารจัดการโครงการให้ได้คุณภาพและส่งมอบตามกำหนดเวลา สิ่งที่ต้องจับตาเป็นพิเศษ การรับงานใหม่ในธุรกิจจัดงานแสดงสินค้าและกิจกรรมทางการตลาด: จะสามารถชดเชยรายได้ที่ลดลงได้มากน้อยเพียงใด การเติบโตของงานตกแต่งภายในกลุ่มรีเทลและสำนักงาน: การขยายฐานลูกค้าในกลุ่มเป้าหมายใหม่ๆ อัตรากำไรขั้นต้น: ความสามารถในการควบคุมต้นทุนและรักษาอัตรากำไรในสภาวะตลาดที่เปลี่ยนแปลง การดำเนินการจดเลิกบริษัทย่อย: ความคืบหน้าและผลกระทบจากการปิดบริษัทย่อยในเมียนมาร์และกัมพูชา รายละเอียดเชิงลึก (กลุ่ม: อสังหาริมทรัพย์และก่อสร้าง) ในส่วนของธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับอสังหาริมทรัพย์และก่อสร้างของ K นั้น เอกสาร MD&A ระบุถึงการปรับกลยุทธ์ในสายธุรกิจงานตกแต่งภายใน โดยมุ่งเป้ารับงานรีเทลและงานสำนักงานขนาดกลางถึงเล็ก ซึ่งเป็นกลุ่มลูกค้าที่มีโอกาสเติบโตอย่างต่อเนื่อง การเน้นลักษณะงานที่บริษัทมีความชำนาญจะช่วยให้สามารถทำอัตรากำไรได้ดี และควบคุมความเสี่ยงด้านการบริหารจัดการได้ เพื่อส่งมอบงานคุณภาพตามกำหนดเวลา สำหรับธุรกิจจัดงานแสดงสินค้าและกิจกรรมทางการตลาด ฝ่ายจัดการมีแผนที่จะขยายงานในส่วนนี้มากขึ้น เนื่องจากคาดการณ์ว่าสภาวะตลาดจะกลับมาเติบโตได้ดีเทียบเท่าช่วงก่อน COVID-19 ซึ่งเป็นสัญญาณบวกสำหรับธุรกิจนี้ อย่างไรก็ตาม เอกสารไม่ได้ให้ข้อมูลเกี่ยวกับ Presale, Backlog, หรือ Occupancy Rate โดยตรง แต่เน้นที่การปรับกลยุทธ์การดำเนินงานเพื่อรับมือกับสภาวะตลาดและสร้างการเติบโตในอนาคต ฐานะการเงินและกระแสเงินสด เอกสาร MD&A ระบุถึงต้นทุนทางการเงินที่ลดลง 19% YoY มาอยู่ที่ 2.31 ล้านบาท เนื่องจากบริษัทมีการทยอยชำระคืนเงินกู้ยืมระยะสั้นบางส่วน แต่ยังคงมีความจำเป็นต้องใช้เงินทุนหมุนเวียนจากสถาบันการเงินอยู่ นอกจากนี้ บริษัทกำลังอยู่ในระหว่างการดำเนินการจดเลิกบริษัทย่อยทั้ง 2 แห่งในเมียนมาร์และกัมพูชา ซึ่งอาจส่งผลต่อโครงสร้างสินทรัพย์และหนี้สินในอนาคต เอกสารไม่ได้ให้รายละเอียดเกี่ยวกับ D/E Ratio หรือกระแสเงินสดจากการดำเนินงาน, การลงทุน, และการจัดหาเงินโดยตรง แต่การลดลงของเงินกู้ยืมระยะสั้นบ่งชี้ถึงการบริหารจัดการภาระหนี้สินบางส่วน สรุปท้าย K ในไตรมาส 2/2566 เผชิญกับความท้าทายจากรายได้บริการที่ลดลง 43% YoY ซึ่งส่งผลให้บริษัทพลิกขาดทุนสุทธิ 8.22 ล้านบาท แม้จะมีความพยายามในการควบคุมค่าใช้จ่ายและปรับกลยุทธ์การตลาด แต่การฟื้นตัวของธุรกิจจัดงานแสดงสินค้าและกิจกรรมทางการตลาด รวมถึงการขยายฐานลูกค้าในงานตกแต่งภายใน จะเป็นกุญแจสำคัญในการพลิกกลับมามีกำไรในอนาคต ขณะที่การปิดบริษัทย่อยในต่างประเทศสะท้อนถึงการปรับโครงสร้างองค์กรเพื่อรับมือกับความไม่แน่นอน