Digg · aioMax Original News
คลังข่าวต้นฉบับที่ระบบ aioMax เขียนเอง (fin / fin-us / oppday / iaa / iaajump / AiOMax) — ไม่รวมข่าวสื่อภายนอก · Server-rendered สำหรับ SEO, AI crawler และ bot
Express Lane: หน้านี้เป็น HTML เต็ม (SSR) — มีเวอร์ชัน Markdown สำหรับ AI crawler
fin KBANK ธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน)

KBANK กำไร Q2/2566 ทรงตัว รับรายได้ดอกเบี้ยสุทธิหนุน แต่ตั้งสำรองสูง

รายได้ดอกเบี้ยสุทธิเพิ่มขึ้นชดเชยรายได้อื่นหดตัว ฝ่ายจัดการเน้นบริหารคุณภาพสินทรัพย์เชิงรุก ธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน) รายงานผลประกอบการไตรมาส 2 ปี 2566 มีกำไรสุทธิ 10,994 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 2.36% จากไตรมาสก่อนหน้า แม้ภาพรวมเศรษฐกิจไทยยังฟื้นตัวไม่ทั่วถึงและมีปัจจัยกดดันจากค่าครองชีพและหนี้สินครัวเรือน ฝ่ายบริหารระบุว่าการเพิ่มขึ้นของรายได้ดอกเบี้ยสุทธิเป็นปัจจัยหลักที่ช่วยหนุนผลประกอบการ ขณะเดียวกันยังคงตั้งสำรองผลขาดทุนด้านเครดิตที่คาดว่าจะเกิดขึ้นในระดับสูงเพื่อบริหารความเสี่ยงเชิงรุก Hero: หัวใจกำไร — สาเหตุหลักที่ทำให้ผลประกอบการเปลี่ยน 1) หัวใจคืออะไร หัวใจหลักที่ขับเคลื่อนกำไรสุทธิของ KBANK ในไตรมาส 2 ปี 2566 คือ การเพิ่มขึ้นของรายได้ดอกเบี้ยสุทธิ ซึ่งสามารถชดเชยผลกระทบจากรายได้ที่มิใช่ดอกเบี้ยที่ลดลงได้ แม้ว่าธนาคารจะมีการตั้งสำรองผลขาดทุนด้านเครดิตที่คาดว่าจะเกิดขึ้น (ECL) ในระดับสูงใกล้เคียงกับไตรมาสก่อนหน้าก็ตาม โดยกำไรสุทธิเพิ่มขึ้น 2.36% หรือ 253 ล้านบาท เมื่อเทียบกับไตรมาสก่อนหน้า 2) ทำไมถึงเป็นเช่นนั้น การเพิ่มขึ้นของรายได้ดอกเบี้ยสุทธิเป็นผลโดยตรงจาก ภาวะอัตราดอกเบี้ยขาขึ้น และ การเติบโตของสินเชื่อตามยุทธศาสตร์ของธนาคาร ดังที่ระบุในเอกสารว่า "ส่วนใหญ่เกิดจากการเพิ่มขึ้นของรายได้ดอกเบี้ยสุทธิ" และ "สอดคล้องกับภาวะอัตราดอกเบี้ยขาขึ้นและการเติบโตของสินเชื่อตามยุทธศาสตร์ของธนาคาร" แม้ว่าต้นทุนทางการเงินจะเพิ่มขึ้นจากการนำส่งกองทุนเพื่อการฟื้นฟูฯ ที่กลับสู่อัตราปกติ แต่ผลจาก NIM ที่ร้อยละ 3.54 ก็ยังคงสนับสนุนรายได้ดอกเบี้ยสุทธิได้ดี ในขณะเดียวกัน รายได้ที่มิใช่ดอกเบี้ยลดลง 2.82% หรือ 330 ล้านบาท ซึ่งอาจเป็นผลจากปัจจัยที่หลากหลาย เช่น การปรับมูลค่ายุติธรรมตามภาวะตลาดที่อาจผันผวน 3) จะเกิดขึ้นต่อเนื่องหรือไม่ มีโอกาสต่อเนื่อง โดยมีปัจจัยสนับสนุนจากทิศทางอัตราดอกเบี้ยนโยบายที่ยังคงมีแนวโน้มปรับขึ้นต่อเนื่องตามที่ระบุในเอกสารว่า "ทิศทางอัตราดอกเบี้ยนโยบายที่ยังคงเป็นขาขึ้น" และ "อัตราดอกเบี้ยนโยบายของธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) ยังปรับตัวเพิ่มขึ้น" ซึ่งจะส่งผลดีต่อรายได้ดอกเบี้ยสุทธิของธนาคาร อย่างไรก็ตาม การเติบโตของสินเชื่อและการบริหารจัดการคุณภาพสินทรัพย์เชิงรุก รวมถึงการตั้งสำรองที่ยังคงอยู่ในระดับสูง จะเป็นปัจจัยสำคัญที่ต้องติดตามอย่างใกล้ชิด Highlight สำคัญ กำไรสุทธิ Q2/2566 เติบโต 2.36% QoQ อยู่ที่ 10,994 ล้านบาท รายได้ดอกเบี้ยสุทธิเพิ่มขึ้น 5.23% QoQ เป็นปัจจัยหลักหนุนผลประกอบการ ตั้งสำรอง ECL สูงต่อเนื่อง จำนวน 12,784 ล้านบาท เพื่อบริหารความเสี่ยงเชิงรุก NPL Ratio ปรับตัวลง จากการบริหารจัดการหนี้เชิงรุกและการปรับโครงสร้างหนี้ CAR สูงกว่าเกณฑ์ สะท้อนความแข็งแกร่งของฐานะเงินกองทุน ภาพรวมผลประกอบการ ธนาคารกสิกรไทย (KBANK) รายงานผลประกอบการไตรมาส 2 ปี 2566 มีกำไรสุทธิ 10,994 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 2.36% จากไตรมาสก่อนหน้า โดยมีปัจจัยหนุนหลักจากรายได้ดอกเบี้ยสุทธิที่เพิ่มขึ้น 5.23% หรือ 1,826 ล้านบาท ขณะที่รายได้ที่มิใช่ดอกเบี้ยลดลง 2.82% หรือ 330 ล้านบาท ด้านค่าใช้จ่ายจากการดำเนินงานอื่น ๆ เพิ่มขึ้น 5.32% หรือ 1,054 ล้านบาท สำหรับผลการดำเนินงาน 6 เดือนแรกปี 2566 มีกำไรสุทธิ 21,735 ล้านบาท ลดลง 1.22% จากช่วงเดียวกันปีก่อน โดยมีสาเหตุหลักมาจากการตั้งสำรองรวมที่เพิ่มขึ้น 32.77% หรือ 6,288 ล้านบาท โอกาส การฟื้นตัวของเศรษฐกิจไทย แม้จะยังไม่กระจายตัวทั่วถึง แต่ภาคการท่องเที่ยวที่ปรับตัวดีขึ้นเป็นปัจจัยหนุน นโยบายการเงินที่ยังคงอยู่ในทิศทางขาขึ้น ส่งผลดีต่อรายได้ดอกเบี้ยสุทธิ การดำเนินงานตามยุทธศาสตร์ "Bank of Sustainability" และการมุ่งเน้นนวัตกรรมดิจิทัลแบงกิ้ง การขยายบริการในกลุ่ม AEC+3 ด้วยยุทธศาสตร์ Asset-Light Digital Banking Strategy ความเสี่ยง ความไม่แน่นอนของเศรษฐกิจโลกและเศรษฐกิจไทย จากปัจจัยทางการเมือง นโยบายรัฐบาลใหม่ และสัญญาณชะลอตัวของเศรษฐกิจโลก ปัญหาค่าครองชีพและภาระหนี้สินภาคครัวเรือน ที่ยังคงส่งผลกระทบต่อการใช้จ่าย ความเสี่ยงด้านคุณภาพหนี้ จากการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบาย ความเสี่ยงด้านดิจิทัลและไซเบอร์ ที่มีความซับซ้อนและเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว สิ่งที่ต้องจับตาเป็นพิเศษ ทิศทางอัตราดอกเบี้ยนโยบาย ทั้งในประเทศและต่างประเทศ และผลกระทบต่อ NIM และต้นทุนทางการเงิน การบริหารจัดการคุณภาพสินทรัพย์และการตั้งสำรอง โดยเฉพาะการจัดการลูกค้าธุรกิจรายใหญ่ที่มีสัญญาณความเสื่อมถอย การเติบโตของสินเชื่อ ทั้งในกลุ่มธุรกิจและบุคคล ท่ามกลางการแข่งขันที่สูงและการบริหารความเสี่ยง การดำเนินงานตามยุทธศาสตร์ดิจิทัล และการรับมือกับภัยคุกคามทางไซเบอร์ ผลกระทบจากปัจจัยทางการเมือง และนโยบายเศรษฐกิจของรัฐบาลใหม่ต่อภาพรวมเศรษฐกิจ รายละเอียดเชิงลึก (กลุ่ม: ธุรกิจการเงิน / ธนาคาร / ประกัน / หลักทรัพย์) NIM: อยู่ที่ร้อยละ 3.54 ในงวด 6 เดือนแรกปี 2566 เพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันปีก่อน ซึ่งสอดคล้องกับภาวะอัตราดอกเบี้ยขาขึ้น NII/Non-NII: รายได้ดอกเบี้ยสุทธิเพิ่มขึ้น 12.25% ในงวด 6 เดือนแรกปี 2566 ขณะที่รายได้ที่มิใช่ดอกเบี้ยเพิ่มขึ้น 25.64% ส่วนใหญ่เกิดจากการปรับมูลค่ายุติธรรม NPL: อัตราส่วนสินเชื่อที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ต่อสินเชื่อรวม (NPL Ratio) ปรับตัวลงตามการเร่งจัดการปัญหาคุณภาพหนี้ Coverage Ratio: อยู่ในระดับสูงที่ร้อยละ 147.31 ณ สิ้นไตรมาส 2 ปี 2566 Credit Cost: อยู่ที่ร้อยละ 2.06 ในไตรมาส 2 ปี 2566 CAR/Basel: อัตราส่วนเงินกองทุนต่อสินทรัพย์เสี่ยงทั้งสิ้นตามเกณฑ์ Basel III อยู่ที่ร้อยละ 19.01 สูงกว่าเกณฑ์ที่ธนาคารแห่งประเทศไทยกำหนด ฐานะการเงินและกระแสเงินสด สินทรัพย์รวม: ณ สิ้นไตรมาส 2 ปี 2566 มีจำนวน 3,687,141 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 0.70% จากไตรมาสก่อน หนี้สินรวม: เพิ่มขึ้น 0.70% จากไตรมาสก่อน ส่วนใหญ่เป็นการเพิ่มขึ้นของหนี้สินอนุพันธ์ และตราสารหนี้ที่ออกและเงินกู้ยืม ส่วนของเจ้าของ (เฉพาะธนาคาร): เพิ่มขึ้น 0.77% จากไตรมาสก่อน โดยส่วนใหญ่เกิดจากกำไรสุทธิในไตรมาส 2 ปี 2566 อัตราส่วนหนี้สินต่อส่วนของเจ้าของ (เฉพาะธนาคาร): เท่ากับ 7.14 เท่า เงินรับฝาก: ลดลง 0.14% จากไตรมาสก่อน โดยเงินรับฝากประจำทยอยปรับเพิ่มขึ้น เงินให้สินเชื่อ: ลดลง 0.64% จากไตรมาสก่อน โดยสินเชื่อกลุ่มลูกค้าธุรกิจลดลง 1.31% และสินเชื่อกลุ่มลูกค้าบุคคลลดลง 0.76% สรุปท้าย KBANK ในไตรมาส 2 ปี 2566 สามารถรักษาการเติบโตของกำไรสุทธิได้เล็กน้อยจากไตรมาสก่อน โดยมีรายได้ดอกเบี้ยสุทธิที่เพิ่มขึ้นจากการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยเป็นปัจจัยขับเคลื่อนหลัก แม้จะมีการตั้งสำรองผลขาดทุนด้านเครดิตที่คาดว่าจะเกิดขึ้นในระดับสูงเพื่อบริหารความเสี่ยงเชิงรุกก็ตาม ธนาคารยังคงมีฐานะเงินกองทุนที่แข็งแกร่งและสูงกว่าเกณฑ์ที่กำหนด อย่างไรก็ตาม ความไม่แน่นอนของภาวะเศรษฐกิจทั้งในและต่างประเทศ รวมถึงแรงกดดันจากภาระหนี้สินภาคครัวเรือน ยังคงเป็นความเสี่ยงที่ต้องจับตาอย่างใกล้ชิด ขณะที่การดำเนินงานตามยุทธศาสตร์ดิจิทัลและการพัฒนาอย่างยั่งยืนจะเป็นกุญแจสำคัญในการสร้างการเติบโตในระยะยาว