Digg · aioMax Original News
คลังข่าวต้นฉบับที่ระบบ aioMax เขียนเอง (fin / fin-us / oppday / iaa / iaajump / AiOMax) — ไม่รวมข่าวสื่อภายนอก · Server-rendered สำหรับ SEO, AI crawler และ bot
Express Lane: หน้านี้เป็น HTML เต็ม (SSR) — มีเวอร์ชัน Markdown สำหรับ AI crawler
fin KGI บริษัทหลักทรัพย์ เคจีไอ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน)

KGI กำไร Q2/2566 ทรงตัว YoY รับแรงหนุนรายได้ค่าธรรมเนียม-ดอกเบี้ย สวนทางค่านายหน้าวูบ

รายได้รวมทรงตัว แต่โครงสร้างเปลี่ยนชัดเจน ฝ่ายจัดการชี้ปัจจัยหลักจากวอลุ่มเทรด SET ที่ลดลง กระทบรายได้ค่านายหน้า ขณะที่รายได้ดอกเบี้ยและค่าธรรมเนียมยังเติบโตได้ดี บริษัทหลักทรัพย์ เคจีไอ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) หรือ KGI รายงานผลประกอบการไตรมาส 2 ปี 2566 มีกำไรสุทธิ 266.38 ล้านบาท ทรงตัวใกล้เคียงกับช่วงเดียวกันของปีก่อนที่ 267.71 ล้านบาท แม้รายได้รวมจะเพิ่มขึ้นเล็กน้อย 1% เป็น 978.12 ล้านบาท แต่โครงสร้างรายได้มีการเปลี่ยนแปลงอย่างมีนัยสำคัญ โดยรายได้ค่านายหน้าลดลงอย่างมาก ขณะที่รายได้ดอกเบี้ยและรายได้ค่าธรรมเนียมและบริการปรับตัวเพิ่มขึ้น Hero: หัวใจกำไร — สาเหตุหลักที่ทำให้ผลประกอบการเปลี่ยน 1) หัวใจคืออะไร หัวใจหลักที่ทำให้กำไรสุทธิของ KGI ในไตรมาส 2 ปี 2566 ทรงตัวเมื่อเทียบกับปีก่อน มาจากการชดเชยกันของรายได้หลายประเภท โดยมีปัจจัยบวกจาก รายได้ดอกเบี้ยที่เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ (54%) และ รายได้ค่าธรรมเนียมและบริการที่เติบโต (3%) ซึ่งช่วยชดเชย รายได้ค่านายหน้าที่ลดลงถึง 21% และ กำไรจากเครื่องมือทางการเงินที่เพิ่มขึ้น 9% 2) ทำไมถึงเป็นเช่นนั้น รายได้ค่านายหน้าลดลง: สาเหตุหลักมาจากมูลค่าการซื้อขายรายวันเฉลี่ยของตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (SET) ที่ลดลง ส่งผลกระทบโดยตรงต่อรายได้ค่านายหน้าจากการซื้อขายหลักทรัพย์และสัญญาซื้อขายล่วงหน้า รายได้ดอกเบี้ยเพิ่มขึ้น: มาจากการเพิ่มขึ้นของรายได้ดอกเบี้ยเงินฝากในสถาบันการเงิน พันธบัตรธนาคารแห่งประเทศไทย และดอกเบี้ยเงินให้กู้ยืมเพื่อซื้อหลักทรัพย์ สะท้อนถึงการบริหารจัดการสภาพคล่องและการปล่อยสินเชื่อที่เพิ่มขึ้น รายได้ค่าธรรมเนียมและบริการเติบโต: มาจากการเพิ่มขึ้นของค่าธรรมเนียมการจัดจำหน่ายหลักทรัพย์ ค่าธรรมเนียมการเป็นนายทะเบียนและดูแลรักษาทรัพย์สิน รวมถึงค่าธรรมเนียมการจัดการกองทุนรวม ซึ่งแสดงถึงการขยายตัวของธุรกิจที่ปรึกษาทางการเงินและธุรกิจจัดการกองทุน กำไรและผลตอบแทนจากเครื่องมือทางการเงินเพิ่มขึ้น: แม้จะไม่ได้ระบุสาเหตุเจาะจง แต่มาจากธุรกรรมหลากหลายประเภท เช่น การออก DWs, ธุรกิจตราสารอนุพันธ์, การลงทุนในตราสารหนี้และทุน, การให้บริการซื้อขายตราสารหนี้ และธุรกิจซื้อคืนภาคเอกชน 3) จะเกิดขึ้นต่อเนื่องหรือไม่ ยังไม่ชัดเจน ต้องติดตาม แม้ว่ารายได้ดอกเบี้ยและค่าธรรมเนียมจะแสดงแนวโน้มการเติบโตที่ดี แต่ปัจจัยขับเคลื่อนหลักของรายได้ค่านายหน้าคือมูลค่าการซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์ ซึ่งมีความผันผวนสูงและขึ้นอยู่กับสภาวะตลาดโดยรวม การที่ฝ่ายจัดการระบุว่ารายได้ค่านายหน้าลดลงเนื่องจากมูลค่าการซื้อขาย SET ที่ลดลง ชี้ให้เห็นว่าเป็นปัจจัยภายนอกที่ควบคุมได้ยาก ส่วนรายได้จากเครื่องมือทางการเงินที่เพิ่มขึ้น 9% ในไตรมาสนี้ อาจต้องพิจารณาว่าสภาวะตลาดเอื้ออำนวยต่อเนื่องหรือไม่ Highlight สำคัญ กำไรสุทธิ Q2/2566: 266.38 ล้านบาท ทรงตัว (0.5%) เมื่อเทียบกับ Q2/2565 รายได้รวม Q2/2566: 978.12 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 1% เมื่อเทียบกับ Q2/2565 รายได้ค่านายหน้า Q2/2566: 204.46 ล้านบาท ลดลง 21% YoY เนื่องจากมูลค่าการซื้อขาย SET ลดลง รายได้ดอกเบี้ย Q2/2566: 91.14 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 54% YoY จากดอกเบี้ยเงินฝาก พันธบัตร และเงินให้กู้ยืมเพื่อซื้อหลักทรัพย์ รายได้ค่าธรรมเนียมและบริการ Q2/2566: 350.83 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 3% YoY จากค่าธรรมเนียมจัดจำหน่ายหลักทรัพย์และธุรกิจจัดการกองทุน กำไรและผลตอบแทนจากเครื่องมือทางการเงิน Q2/2566: 330.33 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 9% YoY ค่าใช้จ่ายรวม Q2/2566: 668.21 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 2% YoY โดยมีค่าใช้จ่ายผลประโยชน์พนักงานเพิ่มขึ้น 5% และค่าใช้จ่ายดอกเบี้ยเพิ่มขึ้น 86% ผลขาดทุนด้านเครดิตที่คาดว่าจะเกิดขึ้น Q2/2566: 10.85 ล้านบาท เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ 11,228% จาก 96,000 บาทในปีก่อน เนื่องจากมูลค่าหลักประกันของลูกหนี้ลดลง ภาพรวมผลประกอบการ งวด 6 เดือนแรก ปี 2566: บริษัทมีกำไรสุทธิ 449.88 ล้านบาท ลดลง 23% เมื่อเทียบกับงวดเดียวกันของปีก่อน (584.74 ล้านบาท) โดยมีรายได้รวม 1,929.72 ล้านบาท ลดลง 6% สาเหตุหลักมาจากการลดลงของรายได้ค่านายหน้า 18% และกำไรจากเครื่องมือทางการเงิน 21% แม้ว่ารายได้ค่าธรรมเนียมและบริการจะเพิ่มขึ้น 11% และรายได้ดอกเบี้ยเพิ่มขึ้น 42% ก็ตาม ขณะที่ค่าใช้จ่ายรวมเพิ่มขึ้น 2% โดยมีค่าใช้จ่ายดอกเบี้ยเพิ่มขึ้น 63% และผลขาดทุนด้านเครดิตที่คาดว่าจะเกิดขึ้นเพิ่มขึ้นถึง 5,839% ไตรมาส 2 ปี 2566 เทียบกับไตรมาส 2 ปี 2565: กำไรสุทธิทรงตัวที่ 266.38 ล้านบาท (-0.5%) รายได้รวมเพิ่มขึ้น 1% เป็น 978.12 ล้านบาท รายได้ค่านายหน้าลดลง 21% รายได้ค่าธรรมเนียมและบริการเพิ่มขึ้น 3% รายได้ดอกเบี้ยเพิ่มขึ้น 54% และกำไรจากเครื่องมือทางการเงินเพิ่มขึ้น 9% ค่าใช้จ่ายรวมเพิ่มขึ้น 2% โอกาส การเติบโตของรายได้ค่าธรรมเนียม: การเพิ่มขึ้นของค่าธรรมเนียมการจัดจำหน่ายหลักทรัพย์ และธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับกองทุนรวม แสดงถึงศักยภาพในการขยายฐานรายได้ที่ไม่ใช่ดอกเบี้ย การบริหารจัดการดอกเบี้ย: การเพิ่มขึ้นของรายได้ดอกเบี้ยจากเงินฝาก พันธบัตร และสินเชื่อ สะท้อนถึงความสามารถในการบริหารจัดการสินทรัพย์และสภาพคล่อง ธุรกิจตราสารอนุพันธ์และ DWs: เป็นแหล่งรายได้สำคัญที่แสดงถึงความเชี่ยวชาญและความสามารถในการทำกำไรจากเครื่องมือทางการเงินที่ซับซ้อน ความเสี่ยง ความผันผวนของตลาดหลักทรัพย์: มูลค่าการซื้อขาย SET ที่ลดลงส่งผลกระทบโดยตรงต่อรายได้ค่านายหน้า ซึ่งเป็นธุรกิจหลักของบริษัทหลักทรัพย์ การตั้งสำรองผลขาดทุนด้านเครดิต: การเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญของผลขาดทุนด้านเครดิตที่คาดว่าจะเกิดขึ้นในงวด 6 เดือนแรก (31.96 ล้านบาท) และไตรมาส 2 (10.85 ล้านบาท) เป็นสัญญาณเตือนถึงคุณภาพสินทรัพย์ที่อาจมีปัญหา หรือความเสี่ยงจากการลดลงของมูลค่าหลักประกัน ค่าใช้จ่ายดอกเบี้ยที่เพิ่มขึ้น: การเพิ่มขึ้น 86% ในไตรมาส 2 และ 63% ในงวด 6 เดือนแรก อาจส่งผลกระทบต่ออัตรากำไร หากไม่สามารถบริหารจัดการต้นทุนทางการเงินได้อย่างมีประสิทธิภาพ สิ่งที่ต้องจับตาเป็นพิเศษ แนวโน้มมูลค่าการซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์: จะส่งผลโดยตรงต่อรายได้ค่านายหน้า การบริหารจัดการคุณภาพสินทรัพย์: การตั้งสำรองผลขาดทุนด้านเครดิตที่เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ ต้องติดตามว่าจะเป็นแนวโน้มต่อเนื่องหรือไม่ การบริหารต้นทุนทางการเงิน: การเพิ่มขึ้นของค่าใช้จ่ายดอกเบี้ยจะส่งผลต่ออัตรากำไรสุทธิ การเติบโตของรายได้ค่าธรรมเนียมและบริการ: จะเป็นปัจจัยสำคัญในการชดเชยรายได้ค่านายหน้าที่ผันผวน ผลการดำเนินงานของธุรกิจจัดการกองทุน: เป็นส่วนสำคัญของรายได้ค่าธรรมเนียม รายละเอียดเชิงลึก (กลุ่ม: ธุรกิจการเงิน / ธนาคาร / ประกัน / หลักทรัพย์) สำหรับ KGI ในฐานะบริษัทหลักทรัพย์ (Securities Firm) จุดโฟกัสที่สำคัญคือ: รายได้ค่านายหน้า (Brokerage Income): ลดลง 21% YoY ใน Q2/2566 และ 18% YoY ใน 6M/2566 เนื่องจากปริมาณการซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์ลดลง ซึ่งเป็นปัจจัยลบที่สำคัญ รายได้ค่าธรรมเนียมและบริการ (Fee and Service Income): เติบโต 3% YoY ใน Q2/2566 และ 11% YoY ใน 6M/2566 เป็นสัญญาณบวกจากการขยายตัวของธุรกิจจัดจำหน่ายหลักทรัพย์, นายทะเบียน, และจัดการกองทุน รายได้ดอกเบี้ย (Interest Income): เพิ่มขึ้นอย่างโดดเด่น 54% YoY ใน Q2/2566 และ 42% YoY ใน 6M/2566 สะท้อนการบริหารจัดการเงินฝากและสินเชื่อที่ดี กำไรและผลตอบแทนจากเครื่องมือทางการเงิน (Gains on Financial Instruments): เพิ่มขึ้น 9% YoY ใน Q2/2566 แต่ลดลง 21% YoY ใน 6M/2566 แสดงถึงความผันผวนตามสภาวะตลาด ผลขาดทุนด้านเครดิตที่คาดว่าจะเกิดขึ้น (Expected Credit Loss - ECL): เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญในทั้ง Q2/2566 (11.1 ล้านบาท จาก 0.1 ล้านบาท) และ 6M/2566 (32.0 ล้านบาท จาก 0.5 ล้านบาท) ซึ่งเป็นประเด็นที่ต้องจับตาอย่างใกล้ชิด ค่าใช้จ่ายดอกเบี้ย (Interest Expense): เพิ่มขึ้นสูง 86% YoY ใน Q2/2566 และ 63% YoY ใน 6M/2566 จากธุรกรรมขายโดยมีสัญญาซื้อคืน, หุ้นกู้, และตั๋วแลกเงิน ฐานะการเงินและกระแสเงินสด เอกสาร MD&A ที่ให้มาไม่ได้ระบุรายละเอียดเกี่ยวกับฐานะการเงินและกระแสเงินสดโดยตรง เช่น ยอดสินทรัพย์ หนี้สิน อัตราส่วนหนี้สินต่อทุน (D/E Ratio) หรือกระแสเงินสดจากการดำเนินงาน การลงทุน และจัดหาเงิน จึงไม่สามารถวิเคราะห์ในส่วนนี้ได้ สรุปท้าย KGI ในไตรมาส 2 ปี 2566 เผชิญกับความท้าทายจากปริมาณการซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์ที่ลดลง ส่งผลให้รายได้ค่านายหน้าหดตัว อย่างไรก็ตาม บริษัทสามารถบริหารจัดการรายได้ดอกเบี้ยและค่าธรรมเนียมให้เติบโตได้อย่างน่าพอใจ ประกอบกับกำไรจากเครื่องมือทางการเงินที่เพิ่มขึ้น ช่วยพยุงให้กำไรสุทธิทรงตัวใกล้เคียงปีก่อน แม้ว่าการตั้งสำรองผลขาดทุนด้านเครดิตที่เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ และค่าใช้จ่ายดอกเบี้ยที่สูงขึ้น จะเป็นปัจจัยที่ต้องจับตาอย่างใกล้ชิดในระยะต่อไป เพื่อประเมินความสามารถในการรักษาความสามารถในการทำกำไรและความเสี่ยงด้านคุณภาพสินทรัพย์