2026-07-25T07:06:08+00:00 fin KKP ธนาคารเกียรตินาคินภัทร จำกัด (มหาชน) KKP กำไร Q2/66 ลดลง 30.7% YoY รับผลสำรองฯ พุ่ง-ขายสินทรัพย์รอการขาย รายได้รวมแกร่ง แต่สำรองฯ-ขาดทุนสินทรัพย์กดดันกำไรสุทธิ ธนาคารเกียรตินาคินภัทร จำกัด (มหาชน) หรือ KKP รายงานผลประกอบการไตรมาส 2 ปี 2566 มีกำไรสุทธิ 1,408 ล้านบาท ลดลง 30.7% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน แม้รายได้รวมจากการดำเนินงานจะเติบโตได้ดี แต่การตั้งสำรองผลขาดทุนด้านเครดิตที่คาดว่าจะเกิดขึ้น (ECL) ที่เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ รวมถึงผลขาดทุนจากการขายทรัพย์สินรอการขาย เป็นปัจจัยหลักที่กดดันผลกำไร Hero: หัวใจกำไร — สาเหตุหลักที่ทำให้ผลประกอบการเปลี่ยน 1) หัวใจคืออะไร หัวใจหลักที่ทำให้กำไรสุทธิของ KKP ในไตรมาส 2/2566 ปรับลดลง 30.7% YoY มาอยู่ที่ 1,408 ล้านบาท มาจาก การเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญของผลขาดทุนด้านเครดิตที่คาดว่าจะเกิดขึ้น (ECL) และผลขาดทุนจากการขายทรัพย์สินรอการขาย ซึ่งหักล้างผลการดำเนินงานที่แข็งแกร่งของรายได้จากการดำเนินงาน 2) ทำไมถึงเป็นเช่นนั้น ECL ที่เพิ่มขึ้น: ฝ่ายจัดการระบุว่า การตั้งสำรอง ECL ที่เพิ่มขึ้น 131.2% YoY เป็นผลมาจากการขยายตัวของสินเชื่อที่เพิ่มขึ้น รวมถึงการบริหารความเสี่ยงเชิงรุกเพื่อรองรับคุณภาพสินเชื่อภายใต้สภาวะเศรษฐกิจที่ยังฟื้นตัวเฉพาะส่วนและการแข่งขันที่รุนแรงขึ้น โดย Credit Cost (ECL + ขาดทุนจากการขายรถยึด) ไม่รวมการปรับสำรองส่วนเกิน อยู่ที่ 2.99% ของยอดสินเชื่อเฉลี่ย เพิ่มขึ้นจาก 1.47% ใน Q2/2565 ผลขาดทุนจากการขายทรัพย์สินรอการขาย: ส่วนนี้ปรับเพิ่มขึ้นอย่างมากเมื่อเทียบกับ Q2/2565 โดยเฉพาะจากผลขาดทุนจากการขายรถยึดที่เพิ่มขึ้นตามปริมาณการขายที่เพิ่มขึ้นจากการขยายตัวของสินเชื่อเช่าซื้อในอดีต แม้ว่ารายได้รวมจากการดำเนินงานจะเติบโตได้ดีถึง 20.8% YoY โดยมีแรงหนุนหลักจากรายได้ดอกเบี้ยสุทธิที่เพิ่มขึ้น 23.4% ตามปริมาณสินเชื่อและการปรับขึ้นของอัตราดอกเบี้ย รวมถึงรายได้ที่มิใช่ดอกเบี้ยที่เพิ่มขึ้น 13.7% จากธุรกิจตลาดทุนและธุรกิจวานิชธนกิจ แต่ก็ไม่สามารถชดเชยผลกระทบจากรายการที่กล่าวมาข้างต้นได้ 3) จะเกิดขึ้นต่อเนื่องหรือไม่ ยังไม่ชัดเจน ต้องติดตาม ECL: ฝ่ายจัดการระบุว่าได้ดำเนินการบริหารความเสี่ยงเชิงรุกและเห็นสัญญาณที่ดีขึ้นในคุณภาพสินเชื่อที่ปล่อยใหม่ รวมถึงมีอัตราส่วนสำรองต่อสินเชื่อด้อยคุณภาพที่ 143.1% ซึ่งถือว่าสูง อย่างไรก็ตาม สภาวะเศรษฐกิจที่ยังฟื้นตัวเฉพาะส่วนและการแข่งขันที่รุนแรงยังเป็นปัจจัยที่ต้องจับตา ซึ่งอาจส่งผลต่อการตั้งสำรองในอนาคต ทรัพย์สินรอการขาย: ผลขาดทุนส่วนนี้มีลักษณะเป็นครั้งคราว ขึ้นอยู่กับปริมาณการขายรถยึดและอสังหาริมทรัพย์รอการขาย ซึ่งธนาคารพยายามบริหารจัดการอย่างต่อเนื่อง Highlight สำคัญ กำไรสุทธิ Q2/66 ลดลง 30.7% YoY อยู่ที่ 1,408 ล้านบาท และครึ่งแรกปี 66 ลดลง 14.6% YoY อยู่ที่ 3,493 ล้านบาท รายได้รวมจากการดำเนินงานเติบโต 20.8% YoY ใน Q2/66 และ 14.1% YoY ในครึ่งแรกปี 66 ผลขาดทุนด้านเครดิตที่คาดว่าจะเกิดขึ้น (ECL) เพิ่มขึ้น 131.2% YoY ใน Q2/66 และ 58.4% YoY ในครึ่งแรกปี 66 ผลขาดทุนจากการขายทรัพย์สินรอการขายเพิ่มขึ้นมาก โดยเฉพาะจากรถยึด NIM ปรับเพิ่มขึ้นเล็กน้อย เป็น 5.3% ใน Q2/66 จาก 5.2% ใน Q2/65 NPL ratio ปรับเพิ่มขึ้น เป็น 3.6% ณ สิ้น Q2/66 จาก 3.3% ณ สิ้นปี 65 ภาพรวมผลประกอบการ สำหรับไตรมาส 2/2566 KKP มีกำไรสุทธิ 1,408 ล้านบาท ลดลง 30.7% YoY ขณะที่กำไรเบ็ดเสร็จรวมอยู่ที่ 1,311 ล้านบาท ลดลง 28.2% YoY สำหรับงวดครึ่งแรกปี 2566 กำไรสุทธิอยู่ที่ 3,493 ล้านบาท ลดลง 14.6% YoY และกำไรเบ็ดเสร็จรวมอยู่ที่ 3,450 ล้านบาท ลดลง 8.7% YoY รายได้รวมจากการดำเนินงานใน Q2/66 แข็งแกร่ง เติบโต 20.8% YoY เป็น 7,423 ล้านบาท โดยมีแรงหนุนจากรายได้ดอกเบี้ยสุทธิที่เพิ่มขึ้น 23.4% YoY จากการขยายตัวของสินเชื่อและการปรับขึ้นของอัตราดอกเบี้ย รวมถึงรายได้ที่มิใช่ดอกเบี้ยที่เพิ่มขึ้น 13.7% YoY จากธุรกิจตลาดทุนและวานิชธนกิจ อย่างไรก็ตาม การตั้งสำรอง ECL ที่เพิ่มขึ้น 131.2% YoY เป็น 1,878 ล้านบาท และผลขาดทุนจากการขายทรัพย์สินรอการขายที่เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ ส่งผลให้กำไรสุทธิปรับลดลง สำหรับงวดครึ่งแรกปี 2566 รายได้รวมจากการดำเนินงานเติบโต 14.1% YoY เป็น 14,364 ล้านบาท โดยรายได้ดอกเบี้ยสุทธิเพิ่มขึ้น 22.4% YoY แต่รายได้ที่มิใช่ดอกเบี้ยลดลง 5.0% YoY จากสภาวะตลาดทุนที่ยังไม่เอื้ออำนวย การตั้งสำรอง ECL เพิ่มขึ้น 58.4% YoY เป็น 2,975 ล้านบาท และผลขาดทุนจากทรัพย์สินรอการขายที่เพิ่มขึ้น ทำให้กำไรสุทธิและกำไรเบ็ดเสร็จรวมลดลง โอกาส การฟื้นตัวของเศรษฐกิจไทย: การท่องเที่ยวที่ฟื้นตัวต่อเนื่องและการบริโภคภาคเอกชนที่เริ่มขยายตัว เป็นปัจจัยบวกต่อภาคธุรกิจ การเติบโตของสินเชื่อ: ธนาคารยังคงมุ่งเน้นการขยายสินเชื่อในกลุ่มที่ให้ผลตอบแทนเหมาะสมและมีคุณภาพดี โดยเฉพาะสินเชื่อรายย่อยอื่นๆ ที่เติบโตได้ดี ธุรกิจตลาดทุน: แม้สภาวะตลาดทุนยังผันผวน แต่ KKP ยังคงมีส่วนแบ่งตลาดนายหน้าซื้อขายหลักทรัพย์เป็นอันดับ 1 และมีรายได้จากธุรกิจวานิชธนกิจที่ปรับเพิ่มขึ้น การบริหารจัดการต้นทุน: อัตราส่วนค่าใช้จ่ายในการดำเนินงานต่อรายได้สุทธิ (Efficiency Ratio) ยังคงอยู่ในระดับที่บริหารจัดการได้ดี โดยปรับลดลงมาอยู่ที่ 37.8% ใน Q2/66 ความเสี่ยง สภาวะเศรษฐกิจโลกชะลอตัว: ส่งผลกระทบต่อภาคการส่งออกของไทย และอาจกระทบต่อความสามารถในการชำระหนี้ของภาคธุรกิจ การแข่งขันที่รุนแรง: ในภาคธุรกิจธนาคารและตลาดทุน อาจกดดันส่วนต่างอัตราดอกเบี้ยและค่าธรรมเนียม ความผันผวนของตลาดทุน: ส่งผลกระทบต่อรายได้จากธุรกิจนายหน้าซื้อขายหลักทรัพย์และธุรกิจวานิชธนกิจ ความเสี่ยงด้านเครดิต: แม้ธนาคารจะบริหารจัดการอย่างใกล้ชิด แต่สภาวะเศรษฐกิจที่ยังฟื้นตัวเฉพาะส่วนอาจส่งผลต่อคุณภาพสินเชื่อในอนาคต สิ่งที่ต้องจับตาเป็นพิเศษ แนวโน้มการตั้งสำรอง ECL: การบริหารจัดการคุณภาพสินทรัพย์และแนวโน้มการตั้งสำรองในไตรมาสถัดไป การเติบโตของสินเชื่อ: การขยายตัวของสินเชื่อในกลุ่มที่ให้ผลตอบแทนสูงและมีคุณภาพดี ผลประกอบการธุรกิจตลาดทุน: ความสามารถในการสร้างรายได้ท่ามกลางความผันผวนของตลาด การบริหารจัดการทรัพย์สินรอการขาย: แนวโน้มผลขาดทุนจากการขายทรัพย์สินรอการขาย ทิศทางอัตราดอกเบี้ย: ผลกระทบต่อ NIM และต้นทุนทางการเงิน รายละเอียดเชิงลึก (กลุ่ม: ธุรกิจการเงิน / ธนาคาร / ประกัน / หลักทรัพย์) ธุรกิจธนาคารพาณิชย์: สินเชื่อ: สินเชื่อรวม (ไม่รวม POCI) เติบโต 5.6% YTD เป็น 399,851 ล้านบาท โดยสินเชื่อรายย่อยเติบโต 5.6% YTD เป็น 270,024 ล้านบาท โดยเฉพาะสินเชื่อรายย่อยอื่นๆ ที่เติบโต 9.8% YTD สินเชื่อธุรกิจเติบโต 7.9% YTD เป็น 64,205 ล้านบาท โดยสินเชื่อธุรกิจอสังหาริมทรัพย์เติบโตโดดเด่น 18.4% YTD สินเชื่อบรรษัทเติบโต 4.0% YTD เป็น 53,876 ล้านบาท คุณภาพสินเชื่อ: สินเชื่อด้อยคุณภาพ (NPLs) เพิ่มขึ้นเป็น 3.6% ณ สิ้น Q2/66 จาก 3.3% ณ สิ้นปี 65 โดยส่วนใหญ่มาจากการเพิ่มขึ้นของสินเชื่อเช่าซื้อรถยนต์และสินเชื่อบรรษัท NIM: ส่วนต่างอัตราดอกเบี้ย (NIM) อยู่ที่ 5.3% ใน Q2/66 เพิ่มขึ้นเล็กน้อยจาก 5.2% ใน Q2/65 โดยอัตราผลตอบแทนสินเชื่ออยู่ที่ 7.1% และต้นทุนดอกเบี้ยจ่ายอยู่ที่ 1.8% เงินฝาก: เงินรับฝากรวม 333,856 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 0.7% YTD โดยส่วนใหญ่มาจากการเพิ่มขึ้นของเงินฝากประจำ ขณะที่เงินฝากกระแสรายวันและออมทรัพย์ลดลง ธุรกิจตลาดทุน: นายหน้าซื้อขายหลักทรัพย์: KKP ยังคงมีส่วนแบ่งตลาดอันดับ 1 ที่ 18.2% รายได้ค่านายหน้าอยู่ที่ 353 ล้านบาทใน Q2/66 วานิชธนกิจ: รายได้จากธุรกิจวานิชธนกิจรวม 110 ล้านบาทใน Q2/66 การลงทุน: ผลกำไรจากธุรกิจลงทุนรวม 400 ล้านบาทใน Q2/66 จัดการกองทุน: มีทรัพย์สินภายใต้การจัดการ (AUM) กองทุนรวม 114,816 ล้านบาท และกองทุนส่วนบุคคล 20,104 ล้านบาท รายได้ค่าธรรมเนียมรวม 218 ล้านบาทใน Q2/66 ฐานะการเงินและกระแสเงินสด สินทรัพย์รวม: ณ สิ้น Q2/66 อยู่ที่ 530,508 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 4.5% YTD จากสิ้นปี 65 โดยหลักจากการเพิ่มขึ้นของเงินให้สินเชื่อและรายการระหว่างธนาคาร หนี้สินรวม: ณ สิ้น Q2/66 อยู่ที่ 470,210 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 4.6% YTD โดยหลักจากการเพิ่มขึ้นของตราสารหนี้ที่ออกและเงินกู้ยืม เงินกองทุน: BIS Ratio อยู่ที่ 15.98% (รวมกำไรถึงสิ้นปี 65) และ Tier 1 Ratio อยู่ที่ 12.88% ซึ่งสูงกว่าเกณฑ์ขั้นต่ำของ ธปท. สรุปท้าย KKP ในไตรมาส 2/2566 เผชิญแรงกดดันจากผลขาดทุนด้านเครดิตที่คาดว่าจะเกิดขึ้นและผลขาดทุนจากทรัพย์สินรอการขายที่เพิ่มขึ้น แม้รายได้รวมจะเติบโตได้ดี แต่ก็ไม่สามารถชดเชยผลกระทบดังกล่าวได้ ส่งผลให้กำไรสุทธิลดลงอย่างมีนัยสำคัญ อย่างไรก็ตาม ธนาคารยังคงมีฐานะเงินกองทุนที่แข็งแกร่งและบริหารจัดการคุณภาพสินทรัพย์อย่างใกล้ชิด นักลงทุนควรจับตาแนวโน้มการตั้งสำรอง ECL และการบริหารจัดการทรัพย์สินรอการขาย รวมถึงการเติบโตของสินเชื่อในกลุ่มที่มีคุณภาพและให้ผลตอบแทนที่ดี เพื่อประเมินทิศทางผลประกอบการในระยะต่อไป