2026-07-25T07:06:04+00:00 fin KTB ธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) KTB กำไรสุทธิ Q2/2566 โต 21.5% รับแรงหนุนสินเชื่อและ NIM ขยายตัว รายได้ดอกเบี้ยสุทธิพุ่ง 27.3% หนุนกำไรโตต่อเนื่อง ขณะที่ NPL Ratio ลดลง ธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) หรือ KTB รายงานผลประกอบการไตรมาส 2 ปี 2566 มีกำไรสุทธิส่วนที่เป็นของธนาคาร 10,156 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 21.5% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน โดยมีปัจจัยหลักมาจากการเติบโตของรายได้ดอกเบี้ยสุทธิที่เพิ่มขึ้นถึง 27.3% ซึ่งได้รับแรงหนุนจากการขยายตัวของสินเชื่อตามยุทธศาสตร์ของธนาคาร และการปรับตัวดีขึ้นของอัตราผลตอบแทนสุทธิต่อสินทรัพย์ที่ก่อให้เกิดรายได้ (NIM) ขณะที่คุณภาพสินทรัพย์ยังคงอยู่ในระดับที่ควบคุมได้ดี โดยมีอัตราส่วนสินเชื่อด้อยคุณภาพต่อสินเชื่อรวม (NPL Ratio) ลดลง Hero: หัวใจกำไร — สาเหตุหลักที่ทำให้ผลประกอบการเปลี่ยน 1) หัวใจคืออะไร หัวใจสำคัญที่ขับเคลื่อนกำไรสุทธิของ KTB ในไตรมาส 2 ปี 2566 คือ การเติบโตอย่างแข็งแกร่งของรายได้ดอกเบี้ยสุทธิ (Net Interest Income - NII) ซึ่งเพิ่มขึ้นถึง 27.3% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน โดยมีส่วนสำคัญที่ทำให้กำไรจากการดำเนินงานเพิ่มขึ้น 28.0% และส่งผลให้กำไรสุทธิส่วนที่เป็นของธนาคารเติบโต 21.5% 2) ทำไมถึงเป็นเช่นนั้น การเติบโตของรายได้ดอกเบี้ยสุทธิมาจากสองปัจจัยหลัก ได้แก่: การเติบโตของสินเชื่อ: ธนาคารยังคงขยายการปล่อยสินเชื่อตามยุทธศาสตร์ที่วางไว้ โดยเฉพาะสินเชื่อรายย่อย ซึ่งส่งผลให้ปริมาณสินเชื่อโดยรวมเพิ่มขึ้น การปรับตัวดีขึ้นของ NIM: อัตราผลตอบแทนสุทธิต่อสินทรัพย์ที่ก่อให้เกิดรายได้ (NIM) ปรับตัวสูงขึ้นมาอยู่ที่ 3.20% จาก 2.51% ในไตรมาส 2 ปี 2565 ซึ่งเป็นผลมาจากการปรับขึ้นของอัตราดอกเบี้ยนโยบายของธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) และการบริหารจัดการต้นทุนทางการเงินอย่างมีประสิทธิภาพ นอกจากนี้ ธนาคารยังสามารถบริหารจัดการค่าใช้จ่ายในการดำเนินงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยมีอัตราส่วนค่าใช้จ่ายต่อรายได้ (Cost to Income Ratio) ลดลงมาอยู่ที่ 39.3% จาก 42.5% ในปีก่อน แม้จะมีการตั้งสำรองผลขาดทุนด้านเครดิตที่คาดว่าจะเกิดขึ้นเพิ่มขึ้น 36.8% เพื่อรองรับความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจ แต่ก็ยังสามารถรักษา Coverage Ratio ในระดับสูงที่ 177.4% และมี NPL Ratio ที่ลดลงเหลือ 3.11% 3) จะเกิดขึ้นต่อเนื่องหรือไม่ มีโอกาสต่อเนื่อง โดยปัจจัยหลักที่สนับสนุนคือ: แนวโน้มอัตราดอกเบี้ย: ธปท. มีการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายอย่างต่อเนื่อง ซึ่งจะส่งผลดีต่อ NIM ของธนาคารต่อไป การเติบโตของสินเชื่อ: ธนาคารยังคงเดินหน้าตามยุทธศาสตร์การเติบโตของสินเชื่อ โดยเฉพาะสินเชื่อรายย่อย ซึ่งจะช่วยเพิ่มปริมาณรายได้ดอกเบี้ย การบริหารต้นทุน: ธนาคารยังคงให้ความสำคัญกับการบริหารจัดการค่าใช้จ่ายให้มีประสิทธิภาพ ซึ่งจะช่วยหนุนผลกำไรในระยะยาว อย่างไรก็ตาม การเติบโตของสินเชื่อและการบริหารจัดการคุณภาพสินทรัพย์ยังคงต้องติดตามอย่างใกล้ชิด ท่ามกลางภาวะเศรษฐกิจที่ยังมีความไม่แน่นอน Highlight สำคัญ กำไรสุทธิ Q2/2566 เติบโต 21.5% YoY แตะ 10,156 ล้านบาท รายได้ดอกเบี้ยสุทธิ (NII) เพิ่มขึ้น 27.3% YoY เป็น 27,771 ล้านบาท จากการเติบโตของสินเชื่อและ NIM ที่ 3.20% NPL Ratio ลดลง มาอยู่ที่ 3.11% ณ สิ้นไตรมาส 2/2566 จาก 3.26% ณ สิ้นปี 2565 Coverage Ratio ยังคงสูง ที่ 177.4% สะท้อนการบริหารจัดการความเสี่ยงอย่างรอบคอบ Cost to Income Ratio ลดลง มาอยู่ที่ 39.3% จาก 42.5% ในปีก่อน ภาพรวมผลประกอบการ ธนาคารกรุงไทย (KTB) รายงานผลประกอบการสำหรับไตรมาส 2 ปี 2566 โดยมีกำไรสุทธิส่วนที่เป็นของธนาคาร 10,156 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 21.5% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน (YoY) และเพิ่มขึ้นเล็กน้อย 0.9% เมื่อเทียบกับไตรมาสก่อนหน้า (QoQ) สำหรับผลประกอบการ 6 เดือนแรกของปี 2566 ธนาคารมีกำไรสุทธิส่วนที่เป็นของธนาคาร 20,223 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 18.0% YoY รายได้รวมจากการดำเนินงานในไตรมาส 2/2566 อยู่ที่ 35,715 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 21.2% YoY โดยมีรายได้ดอกเบี้ยสุทธิเติบโตโดดเด่นถึง 27.3% เป็น 27,771 ล้านบาท ขณะที่รายได้ค่าธรรมเนียมและบริการสุทธิลดลง 2.3% เป็น 4,797 ล้านบาท และรายได้จากการดำเนินงานอื่นๆ เพิ่มขึ้น 15.1% เป็น 3,147 ล้านบาท ค่าใช้จ่ายจากการดำเนินงานอื่นๆ ในไตรมาส 2/2566 อยู่ที่ 14,028 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 12.1% YoY โดย Cost to Income Ratio ปรับลดลงมาอยู่ที่ 39.3% จาก 42.5% ในปีก่อน การตั้งสำรองผลขาดทุนด้านเครดิตที่คาดว่าจะเกิดขึ้นในไตรมาส 2/2566 อยู่ที่ 7,755 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 36.8% YoY ซึ่งธนาคารได้พิจารณาถึงความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจและรักษาระดับ Coverage Ratio ให้สูง โอกาส การฟื้นตัวของเศรษฐกิจไทย: การท่องเที่ยวที่ฟื้นตัวและการกลับมาของกิจกรรมทางเศรษฐกิจจะช่วยหนุนการเติบโตของสินเชื่อและรายได้ค่าธรรมเนียม อัตราดอกเบี้ยขาขึ้น: การปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายของ ธปท. จะช่วยหนุน NIM ของธนาคาร การลงทุนในเทคโนโลยี: การลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานด้านเทคโนโลยีจะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการให้บริการและสร้างโอกาสในการเติบโตของธุรกิจดิจิทัล การขยายบริการด้านการลงทุน: การร่วมมือกับพันธมิตรระดับโลกเพื่อยกระดับบริการด้านการลงทุน จะช่วยเพิ่มรายได้ค่าธรรมเนียมและขยายฐานลูกค้า ความเสี่ยง เศรษฐกิจโลกชะลอตัว: ส่งผลกระทบต่อภาคการส่งออกและอาจกระทบต่อความสามารถในการชำระหนี้ของภาคธุรกิจ ความผันผวนของอัตราดอกเบี้ยและเงินเฟ้อ: อาจส่งผลต่อต้นทุนทางการเงินและกำลังซื้อของผู้บริโภค ภาระหนี้ครัวเรือน: ระดับหนี้ครัวเรือนที่สูงอาจเป็นปัจจัยกดดันต่อคุณภาพสินทรัพย์ในระยะยาว การเปลี่ยนแปลงเชิงนโยบาย: การทยอยลดบทบาทมาตรการภาครัฐและการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบาย อาจส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจโดยรวม สิ่งที่ต้องจับตาเป็นพิเศษ แนวโน้ม NIM: การปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยของ ธปท. จะส่งผลต่อ NIM อย่างไรในไตรมาสถัดไป การเติบโตของสินเชื่อ: การขยายตัวของสินเชื่อรายย่อยและสินเชื่อธุรกิจจะเป็นไปตามเป้าหมายหรือไม่ คุณภาพสินทรัพย์: การติดตาม NPL Ratio และ Coverage Ratio ท่ามกลางความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจ รายได้ค่าธรรมเนียม: การฟื้นตัวของรายได้ค่าธรรมเนียมจัดการกองทุนและค่าธรรมเนียมอื่นๆ การบริหารจัดการต้นทุน: การรักษา Cost to Income Ratio ให้อยู่ในระดับต่ำอย่างต่อเนื่อง รายละเอียดเชิงลึก (กลุ่ม: ธุรกิจการเงิน / ธนาคาร / ประกัน / หลักทรัพย์) NIM (Net Interest Margin): ปรับตัวดีขึ้นอย่างมีนัยสำคัญมาอยู่ที่ 3.20% ในไตรมาส 2/2566 จาก 2.51% ในปีก่อนหน้า และ 3.00% ในไตรมาสก่อนหน้า ซึ่งเป็นผลมาจากการปรับขึ้นของอัตราดอกเบี้ยนโยบาย และการบริหารจัดการต้นทุนทางการเงินที่มีประสิทธิภาพ NII (Net Interest Income): เติบโตแข็งแกร่ง 27.3% YoY เป็น 27,771 ล้านบาท จากการเติบโตของสินเชื่อและการปรับตัวขึ้นของ NIM NPLs Ratio: ลดลงมาอยู่ที่ 3.11% ณ สิ้นไตรมาส 2/2566 จาก 3.26% ณ สิ้นปี 2565 แสดงถึงการบริหารจัดการคุณภาพสินทรัพย์ที่ดี Coverage Ratio: ยังคงรักษาระดับสูงที่ 177.4% ซึ่งสูงกว่าเกณฑ์ขั้นต่ำของ ธปท. สะท้อนความระมัดระวังในการตั้งสำรองเพื่อรองรับความไม่แน่นอน Non-NII (รายได้ค่าธรรมเนียมและบริการสุทธิ): ลดลงเล็กน้อย 2.3% YoY เป็น 4,797 ล้านบาท โดยมีแรงกดดันจากค่าธรรมเนียมจัดการกองทุนที่ชะลอตัวตามภาวะตลาด แต่ยังคงได้รับการสนับสนุนจากค่าธรรมเนียม Bancassurance และบัตรเครดิต Cost to Income Ratio: ปรับลดลงอย่างต่อเนื่องมาอยู่ที่ 39.3% จาก 42.5% ในปีก่อน สะท้อนการบริหารจัดการต้นทุนที่มีประสิทธิภาพ แม้จะมีการลงทุนด้านเทคโนโลยี Credit Cost: เพิ่มขึ้น 36.8% YoY เป็น 7,755 ล้านบาท เพื่อรักษาระดับ Coverage Ratio ให้สูง CAR/Basel: เงินกองทุนทั้งสิ้นต่อสินทรัพย์เสี่ยง (Total Capital Adequacy Ratio) อยู่ที่ 20.12% ซึ่งอยู่ในระดับที่แข็งแกร่งและสูงกว่าเกณฑ์ขั้นต่ำของ ธปท. ฐานะการเงินและกระแสเงินสด สินทรัพย์: รวม 3.61 ล้านล้านบาท เพิ่มขึ้น 1.2% จากสิ้นปี 2565 โดยมีรายการระหว่างธนาคารและตลาดเงินสุทธิเพิ่มขึ้น และเงินลงทุนสุทธิเพิ่มขึ้น หนี้สิน: เงินรับฝากรวม 2.58 ล้านล้านบาท ใกล้เคียงกับสิ้นปี 2565 โดยมีสัดส่วน CASA สูงถึง 81% เงินให้สินเชื่อ: รวม 2.58 ล้านล้านบาท ลดลงเล็กน้อย 0.2% จากสิ้นปี 2565 โดยสินเชื่อธุรกิจขนาดใหญ่และสินเชื่อ SMEs ปรับลดลงเล็กน้อย ขณะที่สินเชื่อรายย่อยยังคงเติบโต ส่วนของเจ้าของ: รวม 387,344 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 2.9% จากสิ้นปี 2565 โดยมีมูลค่าหุ้นทางบัญชี 27.70 บาทต่อหุ้น สรุปท้าย KTB ในไตรมาส 2 ปี 2566 แสดงผลประกอบการที่แข็งแกร่ง โดยมีกำไรสุทธิเติบโต 21.5% YoY เป็นผลจากการบริหารจัดการรายได้ดอกเบี้ยสุทธิที่เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ จากการเติบโตของสินเชื่อและ NIM ที่สูงขึ้น ประกอบกับการควบคุมต้นทุนที่มีประสิทธิภาพ แม้จะมีการตั้งสำรองเพิ่มขึ้นเพื่อรองรับความไม่แน่นอน แต่คุณภาพสินทรัพย์ยังคงอยู่ในระดับที่น่าพอใจ โดย NPL Ratio ลดลงและ Coverage Ratio ยังคงสูง ธนาคารมีฐานะเงินกองทุนที่แข็งแกร่งและสภาพคล่องเพียงพอ พร้อมเดินหน้าตามยุทธศาสตร์การเติบโตอย่างยั่งยืน โดยเฉพาะการลงทุนในเทคโนโลยีและบริการดิจิทัล ซึ่งจะเป็นปัจจัยสำคัญในการขับเคลื่อนผลประกอบการในระยะต่อไป ท่ามกลางความท้าทายจากภาวะเศรษฐกิจโลกที่ชะลอตัวและอัตราดอกเบี้ยที่ปรับสูงขึ้น