2026-07-25T06:39:45+00:00 fin JMART บริษัท เจมาร์ท กรุ๊ป โฮลดิ้งส์ จำกัด (มหาชน) JMART พลิกขาดทุนสุทธิ 611 ล้านบาทใน Q2/66 รับผลกระทบ SINGER ตั้งสำรองโควิด ผลประกอบการ Q2/66 หดตัวแรงจากรายการพิเศษ ขณะที่ธุรกิจหลักยังเติบโตได้ตามแผน บริษัท เจมาร์ท กรุ๊ป โฮลดิ้งส์ จำกัด (มหาชน) หรือ JMART รายงานผลประกอบการไตรมาส 2 ปี 2566 พลิกขาดทุนสุทธิ 611.2 ล้านบาท เทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนที่มีกำไรสุทธิ 389.4 ล้านบาท โดยมีสาเหตุหลักมาจากผลขาดทุนของบริษัท ซิงเกอร์ ประเทศไทย จำกัด (มหาชน) หรือ SINGER จากการตั้งสำรองหนี้เสียที่ได้รับผลกระทบจากโควิด-19 ซึ่งฝ่ายจัดการคาดว่าเป็นรายการพิเศษครั้งเดียว ขณะที่ภาพรวม 6 เดือนแรกปี 2566 ขาดทุนสุทธิ 906 ล้านบาท Hero: หัวใจกำไร — สาเหตุหลักที่ทำให้ผลประกอบการเปลี่ยน 1) หัวใจคืออะไร หัวใจหลักที่ทำให้ JMART พลิกขาดทุนสุทธิในไตรมาส 2/2566 คือ ผลขาดทุนจากการตั้งสำรองหนี้เสียจำนวนมากของบริษัท ซิงเกอร์ ประเทศไทย จำกัด (มหาชน) หรือ SINGER ซึ่งส่งผลกระทบต่อผลประกอบการรวมของกลุ่มอย่างมีนัยสำคัญ โดย SINGER มีผลขาดทุนในไตรมาส 2/2566 เท่ากับ 2,392 ล้านบาท ซึ่งส่วนใหญ่มาจากการตั้งสำรองผลขาดทุนทางด้านเครดิตที่เกิดขึ้นจากการสิ้นสุดของโครงการช่วยเหลือลูกหนี้ที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์โควิด-19 2) ทำไมถึงเป็นเช่นนั้น ฝ่ายจัดการของ JMART ระบุว่า การตั้งสำรองของ SINGER ดังกล่าว คาดว่าจะเป็นรายการตั้งครั้งเดียวที่เกิดขึ้น (Onetime) โดยบริษัทฯ เชื่อว่าการตั้งสำรองดังกล่าวเพียงพอต่อความเสี่ยงของลูกหนี้ที่ได้รับผลกระทบจากโควิด และ SINGER ได้ปรับกระบวนการการปล่อยสินเชื่อให้รัดกุมยิ่งขึ้นในอนาคต ซึ่งจะทำให้สถานการณ์ค่อยๆ ปรับตัวดีขึ้นตั้งแต่ไตรมาส 3/2566 เป็นต้นไป 3) จะเกิดขึ้นต่อเนื่องหรือไม่ มีโอกาสที่จะไม่เกิดขึ้นต่อเนื่อง โดยฝ่ายจัดการคาดว่าผลกระทบจากการตั้งสำรองของ SINGER จะเป็นรายการพิเศษที่เกิดขึ้นเพียงครั้งเดียวในไตรมาส 2/2566 นี้เท่านั้น และคาดว่าสถานการณ์ของ SINGER จะกลับสู่สภาวะที่ใกล้เคียงกับปกติในไตรมาส 3 และ 4 ปี 2566 Highlight สำคัญ ผลประกอบการรวมพลิกขาดทุนสุทธิ: ไตรมาส 2/2566 ขาดทุนสุทธิ 611.2 ล้านบาท และ 6 เดือนแรกขาดทุนสุทธิ 906 ล้านบาท SINGER เป็นสาเหตุหลัก: ผลขาดทุนของ SINGER จากการตั้งสำรองหนี้เสียโควิด-19 เป็นปัจจัยกดดันผลประกอบการรวม ธุรกิจ JMT เติบโตดี: มีกำไรสุทธิ 6 เดือนแรก 1,004.1 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 25.5% จากการจัดเก็บหนี้ได้เพิ่มขึ้นและส่วนแบ่งกำไรจาก JK AMC ธุรกิจมือถือรายได้ลด: รายได้จากธุรกิจจัดจำหน่ายโทรศัพท์มือถือลดลง 5.5% ใน Q2/66 และ 6.6% ใน 6 เดือนแรก เนื่องจากแนวโน้มยอดขายลดลงในบางช่องทาง แผนธุรกิจครึ่งปีหลัง: มุ่งมั่นสร้างผลกำไรสุทธิ โดยอาศัยการฟื้นตัวของ SINGER และการเติบโตของธุรกิจหลัก เช่น JMT, JAS Asset, และธุรกิจมือถือช่วง High Season ภาพรวมผลประกอบการ บริษัท เจมาร์ท กรุ๊ป โฮลดิ้งส์ จำกัด (มหาชน) รายงานผลประกอบการรวมในไตรมาส 2 ปี 2566 ขาดทุนสุทธิ 611.2 ล้านบาท และสำหรับงวด 6 เดือนแรกปี 2566 ขาดทุนสุทธิ 906 ล้านบาท โดยรายได้รวมในไตรมาส 2/2566 อยู่ที่ 3,264.9 ล้านบาท ลดลง 0.2% และรายได้รวม 6 เดือนแรกอยู่ที่ 6,642.4 ล้านบาท ลดลง 2.1% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ในส่วนของกำไรขั้นต้นรวมในไตรมาส 2/2566 อยู่ที่ 1,136.9 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 6.0% และสำหรับงวด 6 เดือนแรกอยู่ที่ 2,259.3 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 5.7% ซึ่งเป็นผลมาจากการเติบโตของธุรกิจที่มีอัตรากำไรที่ดี เช่น ธุรกิจติดตามหนี้ และธุรกิจพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ อย่างไรก็ตาม ค่าใช้จ่ายในการขายและบริหารรวมในไตรมาส 2/2566 อยู่ที่ 607.7 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 20.4% และสำหรับงวด 6 เดือนแรกอยู่ที่ 1,257.2 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 15.8% ซึ่งเป็นผลมาจากค่าใช้จ่ายพนักงานที่เพิ่มขึ้นจากการขยายตัวของธุรกิจ และค่าใช้จ่ายทางการตลาดที่เพิ่มขึ้น โอกาส การฟื้นตัวของ SINGER: คาดว่า SINGER จะกลับมามีผลประกอบการใกล้เคียงปกติในครึ่งปีหลัง ซึ่งจะส่งผลดีต่อผลประกอบการรวมของกลุ่ม การเติบโตของธุรกิจบริหารหนี้ (JMT): ยังคงเป็นฐานกำไรสำคัญของกลุ่ม มีแนวโน้มเติบโตได้ดีจากการลงทุนในหนี้ด้อยคุณภาพใหม่ และส่วนแบ่งกำไรจาก JK AMC การเปิดโครงการใหม่ของ JAS Asset: การเปิดศูนย์การค้า JAS Green Village คู้บอน ในไตรมาส 3/2566 จะช่วยสร้างฐานรายได้ใหม่ High Season ธุรกิจมือถือ: การเปิดตัวมือถือรุ่นใหม่ตั้งแต่ไตรมาส 3/2566 เป็นต้นไป จะช่วยกระตุ้นยอดขายของ เจมาร์ท โมบาย การเติบโตของธุรกิจที่ลงทุนใหม่: เช่น Suki Teenoi ที่มีโอกาสเติบโตจากการขยายสาขา ความเสี่ยง ผลกระทบจาก SINGER: แม้คาดว่าเป็นรายการครั้งเดียว แต่หากการตั้งสำรองยังคงมีต่อเนื่อง หรือการฟื้นตัวของ SINGER ล่าช้ากว่าคาด จะส่งผลกระทบต่อผลประกอบการรวม ภาวะเศรษฐกิจ: ความผันผวนของเศรษฐกิจอาจส่งผลกระทบต่อกำลังซื้อของผู้บริโภค และความสามารถในการชำระหนี้ของลูกหนี้ การแข่งขันในธุรกิจ: การแข่งขันที่รุนแรงในธุรกิจจัดจำหน่ายโทรศัพท์มือถือและธุรกิจบริหารหนี้ อาจส่งผลต่ออัตรากำไร การบริหารจัดการหนี้ด้อยคุณภาพ: ความสามารถในการจัดเก็บหนี้ของ JMT อาจได้รับผลกระทบจากสภาวะเศรษฐกิจและปัจจัยภายนอก สิ่งที่ต้องจับตาเป็นพิเศษ ผลประกอบการของ SINGER ในไตรมาส 3/2566: จะสะท้อนการฟื้นตัวจากการตั้งสำรองครั้งเดียวได้หรือไม่ ความคืบหน้าการเปิดโครงการ JAS Green Village คู้บอน: จะสามารถสร้างรายได้ตามเป้าหมายหรือไม่ ยอดขายโทรศัพท์มือถือในช่วง High Season: จะสามารถชดเชยยอดขายที่ลดลงในช่วงก่อนหน้าได้หรือไม่ การเติบโตของธุรกิจที่ลงทุนใหม่: โดยเฉพาะ Suki Teenoi และการร่วมมือกับพันธมิตรอื่นๆ การบริหารจัดการหนี้ด้อยคุณภาพของ JMT: ความสามารถในการจัดเก็บหนี้และอัตรากำไร รายละเอียดเชิงลึก (กลุ่ม: เทคโนโลยี) แม้ว่าเอกสารจะไม่ได้ลงรายละเอียดเชิงลึกเกี่ยวกับ R&D หรือ Product Mix ของธุรกิจเทคโนโลยีโดยตรง แต่มีการกล่าวถึง บริษัท เจ เวนเจอร์ส จำกัด (“เจ เวนเจอร์ส”) ซึ่งเป็นบริษัทย่อยที่ดำเนินงานด้านเทคโนโลยีและการพัฒนาซอฟต์แวร์แอพลิเคชั่น โดยมีผลประกอบการที่มีกำไรสุทธิในช่วง 6 เดือนแรก 2 ล้านบาท เจ เวนเจอร์ส ได้พัฒนางานด้าน Digitization ให้กับบริษัทในกลุ่มเจมาร์ท เช่น โครงการ Pah Advance (พนักงานนำเงินเดือนมาใช้ล่วงหน้า) และการพัฒนาแอพพลิเคชั่น Jaii Dee เพื่อให้ลูกหนี้ด้อยคุณภาพของ JMT สามารถลงทะเบียนและปรับปรุงสถานะกับ NCB ได้ ฐานะการเงินและกระแสเงินสด ณ สิ้นสุด 30 มิถุนายน 2566 บริษัทฯ มีสินทรัพย์รวม 60,744.3 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 9.6% จากสิ้นปี 2565 โดยมีสาเหตุหลักจากการเพิ่มขึ้นของเงินให้กู้ยืมเพื่อเป็นเงินทุนใน JK AMC และการซื้อลูกหนี้ของ JMT รวมถึงการลงทุนในอสังหาริมทรัพย์เพื่อการลงทุนของ JAS Asset หนี้สินรวมอยู่ที่ 29,020.6 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 17.9% จากสิ้นปี 2565 เนื่องจากการออกหุ้นกู้เพื่อรองรับการขยายตัวของธุรกิจ ส่วนของผู้ถือหุ้นรวมอยู่ที่ 31,723.7 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 942.3 ล้านบาท โดยมีอัตราส่วนหนี้สินต่อทุน (D/E Ratio) อยู่ที่ 0.91 เท่า และอัตราส่วนหนี้สินที่มีภาระดอกเบี้ยต่อทุนอยู่ที่ 0.78 เท่า ซึ่งถือว่ามีโครงสร้างทุนที่แข็งแกร่ง กระแสเงินสดจากกิจกรรมดำเนินงานสำหรับ 6 เดือนแรกปี 2566 ใช้ไปสุทธิ 981 ล้านบาท ลดลงจากการซื้อลูกหนี้เพิ่มขึ้น กระแสเงินสดจากกิจกรรมลงทุนใช้ไป 6,913 ล้านบาท ลดลงจากการให้กู้ยืมเพื่อเป็นเงินทุนใน JK AMC และการลงทุนในสินทรัพย์ทางการเงินอื่น ส่วนกระแสเงินสดจากกิจกรรมจัดหาเงินได้ 5,274.4 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากการเพิ่มทุนในบริษัทย่อยและการออกหุ้นกู้ สรุปท้าย JMART ในไตรมาส 2/2566 เผชิญกับผลขาดทุนสุทธิที่เกิดจากรายการพิเศษของ SINGER ซึ่งฝ่ายจัดการคาดว่าจะไม่เกิดขึ้นต่อเนื่อง อย่างไรก็ตาม ธุรกิจหลักอย่าง JMT ยังคงเติบโตได้ดี และมีโอกาสจากการเปิดโครงการใหม่ของ JAS Asset รวมถึงการเข้าสู่ช่วง High Season ของธุรกิจมือถือ ในช่วงครึ่งปีหลัง บริษัทฯ มุ่งมั่นที่จะกลับมามีกำไรสุทธิ โดยอาศัยการฟื้นตัวของ SINGER และการเติบโตของธุรกิจแกนหลัก แม้จะมีความเสี่ยงจากภาวะเศรษฐกิจและการแข่งขัน แต่โครงสร้างทางการเงินยังคงแข็งแกร่ง.