Digg · aioMax Original News
คลังข่าวต้นฉบับที่ระบบ aioMax เขียนเอง (fin / fin-us / oppday / iaa / iaajump / AiOMax) — ไม่รวมข่าวสื่อภายนอก · Server-rendered สำหรับ SEO, AI crawler และ bot
Express Lane: หน้านี้เป็น HTML เต็ม (SSR) — มีเวอร์ชัน Markdown สำหรับ AI crawler
fin KKP ธนาคารเกียรตินาคินภัทร จำกัด (มหาชน)

KKP กำไรสุทธิ Q2/2569 โตแกร่ง 50.6% YoY รับอานิสงส์รายได้มิใช่ดอกเบี้ยพุ่งแรง

รายได้ธุรกิจหลักหนุนกำไรโตเด่น พร้อมคุมคุณภาพสินทรัพย์และลดผลขาดทุนจากการขายรถยึดต่อเนื่อง ธนาคารเกียรตินาคินภัทร จำกัด (มหาชน) หรือ KKP รายงานผลการดำเนินงานไตรมาส 2/2569 มีกำไรสุทธิ 2,122 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 50.6% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน (YoY) โดยได้รับแรงหนุนสำคัญจากการเติบโตของรายได้ที่มิใช่ดอกเบี้ยในหลายธุรกิจหลัก ทั้งธุรกิจบริหารความมั่งคั่ง ธุรกิจดิจิทัลผ่าน Dime! และธุรกิจจัดการกองทุน ประกอบกับการบริหารจัดการต้นทุนทางการเงินที่มีประสิทธิภาพและการควบคุมคุณภาพสินทรัพย์ที่ส่งผลให้ผลขาดทุนจากการขายรถยึดปรับตัวลดลงอย่างมีนัยสำคัญ Hero: หัวใจกำไร — สาเหตุหลักที่ทำให้ผลประกอบการเปลี่ยน หัวใจสำคัญคือการเติบโตของรายได้ที่มิใช่ดอกเบี้ย (Non-NII) ที่พุ่งสูงขึ้น 36.3% YoY ควบคู่ไปกับการบริหารจัดการค่าใช้จ่ายในการดำเนินงานที่ลดลง 7.4% YoY โดยเฉพาะผลขาดทุนจากการขายรถยึดที่ลดลงอย่างต่อเนื่องตามคุณภาพสินทรัพย์ที่ปรับตัวดีขึ้น ทำไมถึงเป็นเช่นนั้น: รายได้ Non-NII เติบโตแข็งแกร่ง: มาจากการขยายตัวของธุรกิจบริหารความมั่งคั่ง (Wealth Management), รายได้จากธุรกิจ Dime! ที่เติบโตตามการให้บริการทางการเงินดิจิทัล, รายได้ค่าธรรมเนียมธุรกิจจัดการกองทุน และกำไรจากเครื่องมือทางการเงินที่วัดมูลค่าด้วยมูลค่ายุติธรรมที่ปรับตัวดีขึ้นตามภาวะตลาดทุนที่ฟื้นตัว การบริหารต้นทุนและคุณภาพสินทรัพย์: ธนาคารสามารถลดค่าใช้จ่ายดอกเบี้ยลงได้ 30% YoY จากการบริหารจัดการต้นทุนทางการเงินที่มีประสิทธิภาพ นอกจากนี้ การมุ่งเน้นปล่อยสินเชื่ออย่างระมัดระวังในกลุ่มที่มีคุณภาพสูง และการตัดหนี้สูญสินเชื่อรายย่อยที่คงค้างนานในไตรมาสนี้ ช่วยให้ระดับ NPL ปรับลดลงเหลือ 3.5% จาก 4.3% ณ สิ้นปี 2568 และลดผลขาดทุนจากการขายรถยึดลงได้ถึง 55.2% YoY จะเกิดขึ้นต่อเนื่องหรือไม่: มีโอกาสต่อเนื่องในส่วนของรายได้ค่าธรรมเนียม: จากการขยายฐานลูกค้าผ่านธุรกิจดิจิทัล (Dime!) และการเติบโตของธุรกิจบริหารความมั่งคั่ง ซึ่งเป็นกลยุทธ์หลักของกลุ่มธุรกิจฯ ยังไม่ชัดเจนในส่วนของกำไรจากตลาดทุน: รายได้จากเครื่องมือทางการเงินและกำไรจากตลาดทุนมีความผันผวนตามภาวะเศรษฐกิจและตลาดหลักทรัพย์ฯ ซึ่งต้องติดตามทิศทางเงินทุนไหลเข้าและบรรยากาศการลงทุนต่อไป คุณภาพสินทรัพย์: การตัดหนี้สูญในไตรมาสนี้ช่วยลดภาระในงบดุล แต่ธนาคารยังคงต้องตั้งสำรองอย่างระมัดระวังตามสถานการณ์เศรษฐกิจที่ยังมีความไม่แน่นอนสูง Highlight สำคัญ กำไรสุทธิ: 2,122 ล้านบาท (+50.6% YoY, +8.5% QoQ) รายได้ที่มิใช่ดอกเบี้ย: 2,558 ล้านบาท (+36.3% YoY) จากธุรกิจ Wealth, Dime! และจัดการกองทุน NPL Ratio: ปรับตัวดีขึ้นมาอยู่ที่ 3.5% (จาก 4.3% ณ สิ้นปี 2568) Coverage Ratio: เพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ 150.7% สะท้อนความรอบคอบในการตั้งสำรอง สินเชื่อรวม: ขยายตัว 3.1% จากสิ้นปี 2568 โดยเน้นกลุ่มสินเชื่อคุณภาพสูงและสินเชื่อบรรษัท ภาพรวมผลประกอบการ กำไรสุทธิครึ่งแรกปี 2569 อยู่ที่ 4,078 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 65% YoY รายได้จากการดำเนินงานรวมเติบโต 11.9% โดยรายได้ค่าธรรมเนียมสุทธิเป็นตัวขับเคลื่อนหลัก ในขณะที่รายได้ดอกเบี้ยสุทธิปรับตัวลดลงเล็กน้อยจากการปรับพอร์ตสินเชื่อให้มีคุณภาพสูงขึ้น โอกาส การเติบโตของธุรกิจดิจิทัลผ่านแอปฯ Dime! ที่เข้าถึงกลุ่มลูกค้ารายย่อย (Mass Segment) ส่วนแบ่งการตลาดอันดับ 1 ในธุรกิจนายหน้าซื้อขายหลักทรัพย์ (20.62%) ช่วยสร้างรายได้ค่าธรรมเนียมที่มั่นคง การขยายตัวของสินเชื่อบรรษัทและสินเชื่อ Lombard ที่เติบโตได้ดีตามแผน ความเสี่ยง ภาวะเศรษฐกิจไทยที่เติบโตต่ำกว่าศักยภาพ (คาดการณ์ที่ 2.1%) อาจกระทบกำลังซื้อของลูกค้ารายย่อย ความผันผวนของตลาดทุนและภาวะตลาดรถยนต์ใช้แล้วที่ยังมีการแข่งขันด้านราคาสูง แรงกดดันจากปัญหาเชิงโครงสร้างในภาคการผลิตที่อาจส่งผลต่อคุณภาพสินเชื่อในอนาคต สิ่งที่ต้องจับตาเป็นพิเศษ ทิศทางของ NPL ในกลุ่มสินเชื่อเช่าซื้อรถยนต์และ Micro SMEs ความสามารถในการรักษา NIM ท่ามกลางทิศทางดอกเบี้ยนโยบายที่คงที่ การเติบโตของรายได้จากธุรกิจใหม่ (Dime!) ว่าจะสามารถชดเชยรายได้ดอกเบี้ยที่ลดลงได้ต่อเนื่องหรือไม่ สถานการณ์ตลาดรถยนต์มือสองที่ส่งผลต่อผลขาดทุนจากการขายรถยึด รายละเอียดเชิงลึก (กลุ่มธุรกิจการเงิน) ธนาคารเน้นการปรับพอร์ตสินเชื่อโดยลดสัดส่วนสินเชื่อเช่าซื้อรถยนต์ (-4.7% YTD) และหันไปขยายสินเชื่อบรรษัท (+23.8% YTD) และสินเชื่อ Lombard (+97.9% YTD) เพื่อเพิ่มผลตอบแทนและควบคุมความเสี่ยง ด้านเงินฝากมีการปรับโครงสร้างโดยเพิ่มสัดส่วนเงินฝากออมทรัพย์และกระแสรายวันเป็น 53.6% ช่วยลดต้นทุนทางการเงิน ฐานะการเงินและกระแสเงินสด อัตราส่วนเงินกองทุนต่อสินทรัพย์เสี่ยง (BIS Ratio) อยู่ที่ 16.27% (รวมกำไรถึง Q2/2569) ซึ่งสูงกว่าเกณฑ์ขั้นต่ำของ ธปท. อย่างมาก สะท้อนความแข็งแกร่งของฐานะการเงินในการรองรับความเสี่ยง สรุปท้าย KKP ในไตรมาส 2/2569 แสดงให้เห็นถึงความสำเร็จในการปรับโมเดลธุรกิจสู่การเป็นผู้ให้บริการทางการเงินที่หลากหลาย (Diversified Business) โดยใช้รายได้ค่าธรรมเนียมจากธุรกิจตลาดทุนและดิจิทัลมาเป็นตัวขับเคลื่อนกำไรแทนที่การพึ่งพาสินเชื่อเพียงอย่างเดียว แม้เศรษฐกิจจะมีความท้าทาย แต่การบริหารจัดการคุณภาพสินทรัพย์เชิงรุกและการควบคุมต้นทุนทางการเงินช่วยให้ธนาคารสามารถทำกำไรได้โดดเด่นในรอบนี้