Digg · aioMax Original News
คลังข่าวต้นฉบับที่ระบบ aioMax เขียนเอง (fin / fin-us / oppday / iaa / iaajump / AiOMax) — ไม่รวมข่าวสื่อภายนอก · Server-rendered สำหรับ SEO, AI crawler และ bot
Express Lane: หน้านี้เป็น HTML เต็ม (SSR) — มีเวอร์ชัน Markdown สำหรับ AI crawler
iaa BTG บริษัท เบทาโกร จำกัด (มหาชน)

BTG ลุ้นผลงานผ่านจุดต่ำสุดใน Q2 พร้อมเดินหน้าฟื้นตัวครึ่งปีหลัง

มุมมองเชิงบวกจากโบรกเกอร์ บริษัทหลักทรัพย์ แลนด์ แอนด์ เฮ้าส์ (LHS) ออกบทวิเคราะห์หุ้น BTG โดยคงคำแนะนำ "ซื้อเมื่ออ่อนตัว" ที่ราคาเป้าหมาย 23.62 บาทต่อหุ้น อ้างอิงค่า PER ที่ 9.8 เท่า หรือ -0.25SD ของค่าเฉลี่ยย้อนหลัง 2 ปี โดยนักวิเคราะห์มองว่าบริษัทมีศักยภาพในการแข่งขันสูงจากการลงทุนในศูนย์นวัตกรรมอาหาร (FIC) ซึ่งช่วยยกระดับจากการเป็นผู้รับจ้างผลิตสู่การเป็นพันธมิตรด้านนวัตกรรมเต็มรูปแบบ รวมถึงมีอัตราเงินปันผลตอบแทน (Dividend Yield) ที่น่าสนใจประมาณ 6% ต่อปี วิเคราะห์สถานการณ์ธุรกิจและผลประกอบการ สำหรับไตรมาส 2/2569 ธุรกิจสัตว์ปีกยังคงเผชิญกับภาวะอุปทานล้นตลาดในประเทศ เนื่องจากปัญหาด้านสุขภาพสัตว์ทำให้การส่งออกบางส่วนไม่เป็นไปตามเป้า อย่างไรก็ตาม ธุรกิจสุกรเริ่มส่งสัญญาณฟื้นตัวจากราคาหน้าฟาร์มที่ปรับตัวดีขึ้น ประกอบกับระบบ Biosecurity ที่แข็งแกร่งช่วยลดความเสี่ยงจากโรคระบาด ทั้งนี้ LHS คาดการณ์ว่าผลประกอบการของ BTG จะผ่านจุดต่ำสุดในไตรมาส 2 และจะเริ่มเห็นการฟื้นตัวที่ชัดเจนในไตรมาส 3/2569 เป็นต้นไป โดยได้รับปัจจัยหนุนจากฤดูกาลบริโภค มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของภาครัฐ และต้นทุนวัตถุดิบอาหารสัตว์ที่มีแนวโน้มลดลง ข้อสังเกตด้านการเงินและการลงทุน นักวิเคราะห์ตั้งข้อสังเกตว่า แม้กำไรในไตรมาส 2/2569 อาจยังไม่โดดเด่นเนื่องจากฐานกำไรที่สูงในปีก่อนหน้า แต่การปรับสัดส่วนสินค้าไปสู่กลุ่มที่มีมาร์จิ้นสูง (High Margin) และการขยายตลาดส่งออกจะเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญในระยะยาว นอกจากนี้ บริษัทยังมีความโดดเด่นด้านความยั่งยืนด้วยการได้รับ SET ESG Ratings ระดับ AAA ซึ่งสะท้อนถึงการบริหารจัดการที่มีประสิทธิภาพ ทั้งนี้ นักลงทุนควรติดตามปัจจัยเสี่ยงเรื่องความผันผวนของราคาปศุสัตว์ ต้นทุนวัตถุดิบ และกฎระเบียบด้านการส่งออกอย่างใกล้ชิด สรุปภาพรวมการเติบโต โดยสรุป LHS เชื่อมั่นในทิศทางการเติบโตของ BTG ในช่วงครึ่งหลังของปี 2569 (2H69) โดยคาดการณ์กำไรสุทธิปี 2569 ไว้ที่ 4,664 ล้านบาท และปี 2570 ที่ 4,833 ล้านบาท ตามลำดับ การฟื้นตัวของธุรกิจสุกรและสัตว์ปีกประกอบกับต้นทุนการผลิตที่ลดลง จะช่วยหนุนให้อัตรากำไรขยายตัวได้ดีขึ้น นักลงทุนที่สนใจสามารถใช้จังหวะที่ราคาหุ้นอ่อนตัวเข้าสะสมเพื่อรอรับการเติบโตและการจ่ายเงินปันผลที่คาดว่าจะอยู่ที่ 1.25 บาทต่อหุ้นในปีนี้