Digg · aioMax Original News
คลังข่าวต้นฉบับที่ระบบ aioMax เขียนเอง (fin / fin-us / oppday / iaa / iaajump / AiOMax) — ไม่รวมข่าวสื่อภายนอก · Server-rendered สำหรับ SEO, AI crawler และ bot
Express Lane: หน้านี้เป็น HTML เต็ม (SSR) — มีเวอร์ชัน Markdown สำหรับ AI crawler
iaa GLOBAL บริษัท สยามโกลบอลเฮ้าส์ จำกัด (มหาชน)

KGI คาดกำไร GLOBAL ไตรมาส 2/69 เติบโตแกร่งจากกลยุทธ์สินค้าเฮาส์แบรนด์

ไฮไลท์สำคัญ: กำไรโตสวนทางยอดขายสาขาเดิม บล.เคจีไอ (KGI) ประเมินผลการดำเนินงานของ บมจ.สยามโกลบอลเฮ้าส์ (GLOBAL) ในไตรมาส 2/2569 โดยคาดว่าจะมีกำไรสุทธิอยู่ที่ 645 ล้านบาท เติบโตโดดเด่นถึง 24% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน (YoY) แม้ว่าจะปรับตัวลดลง 20% เมื่อเทียบกับไตรมาสก่อนหน้า (QoQ) ตามปัจจัยฤดูกาล โดยปัจจัยหนุนหลักมาจากการขยายตัวของอัตรากำไรขั้นต้น (Gross Margin) ที่เพิ่มขึ้นเป็น 26.8% จากการเน้นขายสินค้ากลุ่มเฮาส์แบรนด์และการบริหารจัดการต้นทุนสินค้าที่มีประสิทธิภาพ เจาะลึกเนื้อหา: การบริหารมาร์จิ้นหัวใจสำคัญของการเติบโต แม้ว่ายอดขายจากสาขาเดิม (SSSG) จะยังคงติดลบประมาณ 2% เนื่องจากกำลังซื้อที่ฟื้นตัวอย่างจำกัดและการเร่งซื้อสินค้าไปในช่วงก่อนหน้า แต่บริษัทสามารถชดเชยได้ด้วยการขยายสาขาใหม่เพิ่มขึ้นเป็น 98 แห่ง ณ สิ้นไตรมาส 2/2569 ส่งผลให้ยอดขายรวมคาดว่าจะอยู่ที่ 8.5 พันล้านบาท เพิ่มขึ้น 4% YoY สำหรับกลยุทธ์เฮาส์แบรนด์ถือเป็นตัวขับเคลื่อนกำไรที่สำคัญ โดยมีสัดส่วนยอดขายเพิ่มขึ้นเป็น 27% ช่วยหนุนอัตรากำไรขั้นต้นให้แข็งแกร่งขึ้น ทั้งนี้ KGI คงราคาเป้าหมายที่ 7.40 บาท โดยใช้วิธีประเมินมูลค่าหุ้นอิงค่า PER ที่ 18.0 เท่า ข้อสังเกต: ความท้าทายในช่วงครึ่งปีหลัง นักวิเคราะห์ตั้งข้อสังเกตว่าแนวโน้มกำไรในช่วงครึ่งปีหลังของปี 2569 อาจมีความน่าสนใจน้อยลง (Less compelling) เนื่องจากเข้าสู่ช่วงฤดูฝนและฤดูเพาะปลูกซึ่งเป็นช่วงโลว์ซีซั่นของธุรกิจก่อสร้าง ประกอบกับฐานอัตรากำไรขั้นต้นในครึ่งปีหลังของปี 2568 อยู่ในระดับที่ค่อนข้างสูง นอกจากนี้ยังมีปัจจัยความเสี่ยงที่ต้องติดตามอย่างใกล้ชิด ได้แก่ ค่าสาธารณูปโภคที่ปรับตัวสูงขึ้นและต้นทุนโลจิสติกส์ที่อาจกระทบต่อผลประกอบการในระยะถัดไป สรุปภาพรวม: คงคำแนะนำ Neutral KGI ยังคงคำแนะนำ "Neutral" สำหรับ GLOBAL โดยมองว่าแม้การเติบโตของกำไรในครึ่งปีแรกจะทำได้ดีคิดเป็น 65% ของประมาณการทั้งปี แต่ด้วยแนวโน้มธุรกิจที่ชะลอตัวตามฤดูกาลในครึ่งปีหลัง ทำให้ราคาเป้าหมาย 7.40 บาท ยังคงเดิม ทั้งนี้ นักลงทุนควรระมัดระวังปัจจัยเสี่ยงจากภาวะเศรษฐกิจชะลอตัว ราคาพืชผลทางการเกษตรที่ผันผวน และการบริหารระดับสินค้าคงคลังที่ต้องรัดกุมเพื่อให้รักษาอัตรากำไรไว้ได้ตามเป้าหมาย