Digg · aioMax Original News
คลังข่าวต้นฉบับที่ระบบ aioMax เขียนเอง (fin / fin-us / oppday / iaa / iaajump / AiOMax) — ไม่รวมข่าวสื่อภายนอก · Server-rendered สำหรับ SEO, AI crawler และ bot
Express Lane: หน้านี้เป็น HTML เต็ม (SSR) — มีเวอร์ชัน Markdown สำหรับ AI crawler
iaa CPAXT บริษัท ซีพี แอ็กซ์ตร้า จำกัด (มหาชน)

FSSIA หั่นเป้า CPAXT รับแรงกดดันกำไรไตรมาส 2 ปี 2569 ชะลอตัว

ไฮไลท์สำคัญ โบรกเกอร์ FSSIA ออกบทวิเคราะห์หุ้น CP AXTRA (CPAXT) โดยคาดการณ์ว่าผลประกอบการในไตรมาส 2/2569 จะปรับตัวลดลง 13% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน (y-y) โดยมีสาเหตุหลักมาจากความสามารถในการทำกำไรที่อ่อนแอลง ทั้งจากอัตรากำไรขั้นต้น (GPM) ที่ลดลงและค่าใช้จ่ายในการขายและบริหาร (SG&A) ที่เพิ่มสูงขึ้น ส่งผลให้บริษัทต้องปรับลดประมาณการกำไรสุทธิปี 2569-2568 ลงเฉลี่ยปีละ 7% รายละเอียดผลประกอบการและการดำเนินงาน นักวิเคราะห์ประเมินกำไรหลักในไตรมาส 2/2569 ไว้ที่ 2,033 ล้านบาท โดยคาดว่า GPM จะอยู่ที่ 14% ลดลงจาก 14.3% ในปีก่อน เนื่องจากสัดส่วนการขายสินค้าที่มีมาร์จิ้นต่ำเพิ่มขึ้น รวมถึงการจัดแคมเปญส่งเสริมการขายทั้งใน Makro และ Lotus นอกจากนี้ยังมีปัจจัยลบจากค่าใช้จ่ายที่สูงขึ้น ได้แก่ 1) ค่าใช้จ่ายด้านการขายออนไลน์ 2) ค่าการตลาด 3) ผลกระทบจากราคาพลังงาน และ 4) ค่าใช้จ่ายในการปรับโครงสร้างองค์กรของ Makro เพื่อรองรับการเติบโตในระยะยาว ซึ่งคาดว่าจะเริ่มลดลงหลังจากไตรมาส 2 เป็นต้นไป ข้อสังเกตและปัจจัยเสี่ยง ในส่วนของรายได้รวมคาดว่าจะทรงตัว โดยได้รับแรงกดดันจากยอดขายสาขาเดิม (SSS) ของ Lotus ที่คาดว่าจะติดลบ 3-4% จากกำลังซื้อที่อ่อนแอและผลกระทบจากโครงการ "ไทยช่วยไทย พลัส" ในขณะที่ Makro SSS คาดว่าจะลดลงเล็กน้อย 1% จากการหดตัวของสาขากัมพูชา ทั้งนี้ FSSIA ยังคงคำแนะนำ "ถือ" (HOLD) โดยปรับลดราคาเป้าหมายลงเหลือ 16.2 บาท (จากเดิม 17.5 บาท) เนื่องจากมองว่ายังขาดปัจจัยบวกที่จะช่วยหนุนราคาหุ้น (Catalyst) ในระยะสั้น และมีความกังวลต่อค่าใช้จ่ายในการปรับโครงสร้าง รวมถึงการเปิดโครงการ Happitat ในไตรมาส 3/2569 ที่อาจกดดันผลประกอบการ สรุปภาพรวมการลงทุน แม้ CPAXT จะยังคงความเป็นผู้นำในธุรกิจค้าส่งและค้าปลีก แต่การแข่งขันที่รุนแรงในตลาดที่มีการเติบโตช้ายังคงเป็นอุปสรรคสำคัญ โดยราคาหุ้นปัจจุบันซื้อขายอยู่ที่ระดับ P/E ปี 2569 ที่ 16.5 เท่า ซึ่งสูงกว่าค่าเฉลี่ยของกลุ่มที่ 15.6 เท่า นักลงทุนควรติดตามความชัดเจนของค่าใช้จ่ายในการปรับโครงสร้างและทิศทางกำลังซื้อในครึ่งปีหลังอย่างใกล้ชิด เนื่องจากเป็นปัจจัยสำคัญที่อาจส่งผลต่อการฟื้นตัวของกำไรในอนาคต