Digg · aioMax Original News
คลังข่าวต้นฉบับที่ระบบ aioMax เขียนเอง (fin / fin-us / oppday / iaa / iaajump / AiOMax) — ไม่รวมข่าวสื่อภายนอก · Server-rendered สำหรับ SEO, AI crawler และ bot
Express Lane: หน้านี้เป็น HTML เต็ม (SSR) — มีเวอร์ชัน Markdown สำหรับ AI crawler
iaa CBG บริษัท คาราบาวกรุ๊ป จำกัด (มหาชน)

CBG ลุ้นรอบการเติบโตใหม่ แม้ต้นทุนกดดันระยะสั้น โบรกฯ แนะ ซื้อ ราคาเป้าหมาย 58.74 บาท

ไฮไลท์สำคัญ บริษัทหลักทรัพย์ แลนด์ แอนด์ เฮ้าส์ (LHS) ออกบทวิเคราะห์หุ้น CBG โดยมองว่าบริษัทกำลังเข้าสู่รอบการเติบโตใหม่จากโมเดลธุรกิจครบวงจรและการขยายตัวของธุรกิจจัดจำหน่าย แม้ในระยะสั้นจะเผชิญกับแรงกดดันจากต้นทุนวัตถุดิบ โดยเฉพาะอะลูมิเนียมที่ปรับตัวสูงขึ้น ซึ่งคาดว่าจะกดดันอัตรากำไรขั้นต้น (GPM) ในช่วงไตรมาส 2 และ 3 ของปี 2569 แต่เชื่อว่าการควบคุมค่าใช้จ่ายในการขายและบริหาร (SG&A) จะช่วยประคองผลประกอบการโดยรวมไว้ได้ รายละเอียดการดำเนินงานและกลยุทธ์ ธุรกิจหลักของ CBG ยังคงเติบโตอย่างแข็งแกร่งจากการตรึงราคาขายปลีกเครื่องดื่มชูกำลังที่ 10 บาท ซึ่งช่วยรักษาและขยายส่วนแบ่งการตลาดในประเทศได้ต่อเนื่อง ในขณะที่ธุรกิจรับจ้างจัดจำหน่าย (Distribution) โดยเฉพาะสุราข้าวหอมเติบโตโดดเด่นราว 20-30% ต่อปี นอกจากนี้ยังมี Upside จากธุรกิจ OEM ลูกค้าใหม่แบรนด์ “Loveza” ที่ได้รับการตอบรับดี ส่วนตลาดส่งออกเริ่มเปลี่ยนโมเดลจากการลงทุนผลิตเองเป็นการขายหัวเชื้อให้พันธมิตรท้องถิ่น เพื่อลดต้นทุนคงที่ (Fixed Cost) และความเสี่ยง โดยเริ่มเห็นผลดีในอัฟกานิสถาน และคาดว่าตลาด UK จะพลิกกลับมามีกำไรได้ตั้งแต่ปี 2027 เป็นต้นไป ข้อสังเกตและมุมมองนักวิเคราะห์ LHS คาดการณ์กำไรปกติปี 2026 อยู่ที่ 2,750 ล้านบาท ลดลง 3.1% YoY เนื่องจากสมมติฐาน GPM ที่อ่อนตัวลงจาก 26.5% ในปีก่อนมาอยู่ที่ 25.1% จากสถานการณ์ภูมิรัฐศาสตร์ที่กระทบต้นทุนบรรจุภัณฑ์ โดยคาดว่า 3Q26 อาจเป็นจุดต่ำสุดของปี อย่างไรก็ตาม รายได้รวมยังคงเติบโตได้มั่นคงที่ 4.7% YoY จากการขยายตัวในเกือบทุกกลุ่มธุรกิจ ทั้งนี้ LHS ได้ให้คำแนะนำ "ซื้อ" โดยประเมินราคาเป้าหมายที่ 58.74 บาทต่อหุ้น อ้างอิงค่าเฉลี่ย PER ย้อนหลัง 2 ปี ที่ 18.43 เท่า และคาดการณ์เงินปันผลปี 2026 ที่ 1.30 บาทต่อหุ้น คิดเป็น Dividend Yield ประมาณ 3% ส่วนสรุป โดยสรุป CBG ยังคงมีพื้นฐานที่แข็งแกร่งและมีแรงส่งจากการเติบโตของธุรกิจจัดจำหน่ายและโมเดลการส่งออกใหม่ที่ช่วยลดความเสี่ยง แม้จะมีปัจจัยลบจากต้นทุนวัตถุดิบที่กดดัน GPM ในระยะสั้น แต่ถือเป็นโอกาสสะสมหุ้นเนื่องจาก Downside Risk เริ่มจำกัด และบริษัทมีศักยภาพในการทำกำไรก้าวกระโดดทันทีที่สถานการณ์ต้นทุนคลี่คลาย