2026-07-03T14:45:27+00:00 iaa TU บริษัท ไทยยูเนี่ยน กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) จับตา TU ผลงานไตรมาส 2 ฟื้นตัวแกร่ง รับอานิสงส์ราคาปลาทูน่าลดลงในอนาคต โบรกเกอร์ชี้เป้า TU เติบโตต่อเนื่อง บริษัทหลักทรัพย์ FSSIA ได้ออกบทวิเคราะห์หุ้นบริษัท ไทยยูเนี่ยน กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) หรือ TU โดยยังคงคำแนะนำ "ซื้อ" และกำหนดราคาเป้าหมายไว้ที่ 14.20 บาท โดยประเมินมูลค่าหุ้นจาก P/E ที่ระดับ 12.5 เท่า ซึ่งถือว่ามีความน่าสนใจด้วยอัตราผลตอบแทนจากเงินปันผล (Dividend Yield) ที่สูงถึง 6% แม้ว่าในระยะสั้นอาจมีปัจจัยกดดันจากค่าใช้จ่ายในการดำเนินงาน แต่ภาพรวมธุรกิจยังคงมีความแข็งแกร่ง เจาะลึกผลประกอบการและแนวโน้มกำไร สำหรับผลประกอบการไตรมาส 2/2569 คาดว่าจะมีกำไรสุทธิอยู่ที่ 1,110 ล้านบาท แม้จะทรงตัวเมื่อเทียบกับไตรมาสก่อนหน้า แต่รายได้และอัตรากำไรขั้นต้น (Gross Margin) ยังคงอยู่ในระดับที่ดี โดยคาดการณ์รายได้รวมเติบโต 7.8% จากไตรมาสก่อน และ 3.5% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน จากการปรับขึ้นราคาขายและอุปสงค์ที่แข็งแกร่งในสหรัฐฯ และยุโรป ทั้งนี้ อัตรากำไรขั้นต้นคาดว่าจะปรับตัวดีขึ้นมาอยู่ที่ 19.5% จาก 18.2% ในไตรมาส 1/2569 โดยได้รับปัจจัยบวกจากต้นทุนกุ้งที่ลดลงและการบริหารจัดการส่วนผสมการขายที่ดีขึ้น ข้อสังเกตด้านต้นทุนและปัจจัยเสี่ยง แม้จะมีรายได้เติบโต แต่บริษัทต้องเผชิญกับค่าใช้จ่ายในการขายและบริหาร (SG&A) ที่สูงขึ้นชั่วคราวจากค่าขนส่งและค่าการตลาดที่เพิ่มขึ้น อย่างไรก็ตาม นักวิเคราะห์มองว่าแรงกดดันด้านต้นทุนจะเริ่มคลี่คลายตั้งแต่ไตรมาส 4/2569 เป็นต้นไป โดยเฉพาะต้นทุนบรรจุภัณฑ์และค่าขนส่งที่จะลดลงตามราคาน้ำมันดิบ นอกจากนี้ ปรากฏการณ์เอลนีโญคาดว่าจะช่วยเพิ่มปริมาณปลาทูน่าในแหล่งวัตถุดิบหลัก ซึ่งจะส่งผลดีต่อต้นทุนการผลิตในระยะยาว ทั้งนี้ นักลงทุนควรติดตามความคืบหน้าของคดีความที่เกี่ยวข้องกับ Red Lobster ซึ่งยังคงเป็นปัจจัยเสี่ยงสำคัญที่ต้องจับตา สรุปภาพรวมการลงทุน ในภาพรวมปี 2569-2570 FSSIA คาดการณ์กำไรสุทธิไว้ที่ 4,780 ล้านบาท และ 5,038 ล้านบาท ตามลำดับ โดย TU ยังคงเป็นหนึ่งในบริษัทอาหารทะเลชั้นนำของโลกที่มีความสามารถในการแข่งขันสูง การที่หุ้นซื้อขายอยู่ที่ระดับ P/E เพียง 11.0 เท่าในปี 2569 ถือว่ามี Valuation ที่น่าสนใจ ประกอบกับกระแสเงินสดจากการดำเนินงานที่แข็งแกร่ง ทำให้ TU เป็นหุ้นที่น่าสะสมเพื่อรับเงินปันผลและรอการเติบโตของกำไรในอนาคต