Digg · aioMax Original News
คลังข่าวต้นฉบับที่ระบบ aioMax เขียนเอง (fin / fin-us / oppday / iaa / iaajump / AiOMax) — ไม่รวมข่าวสื่อภายนอก · Server-rendered สำหรับ SEO, AI crawler และ bot
Express Lane: หน้านี้เป็น HTML เต็ม (SSR) — มีเวอร์ชัน Markdown สำหรับ AI crawler
iaa TISCO บริษัท ทิสโก้ไฟแนนเชียลกรุ๊ป จำกัด (มหาชน)

KSS คงคำแนะนำ REDUCE หุ้น TISCO หลังราคาพุ่งแรงสะท้อนปันผลเด่นไปแล้ว

สรุปไฮไลท์สำคัญ บล.กรุงศรี (KSS) คงคำแนะนำ REDUCE สำหรับหุ้น TISCO โดยคงราคาเป้าหมายปี 2026 ที่ 105 บาท เนื่องจากราคาหุ้นปรับตัวเพิ่มขึ้นถึง +13% ตั้งแต่ต้นปี (YTD) ส่งผลให้ปัจจุบันซื้อขายที่ระดับ PBV Forward 2.3 เท่า หรือคิดเป็น +2.5 SD ซึ่งถือว่าราคาได้สะท้อนจุดเด่นเรื่องการจ่ายเงินปันผลในระดับสูงที่ 6.2% ต่อปีไปเรียบร้อยแล้ว วิเคราะห์เจาะลึกผลการดำเนินงาน จากการประชุมนักวิเคราะห์ล่าสุด KSS มีมุมมองเป็นกลางต่อ TISCO โดยคงคาดการณ์กำไรสุทธิปี 2026 ไว้ที่ 6.83 พันล้านบาท เพิ่มขึ้น 3% จากปีก่อนหน้า (y-y) ปัจจัยบวกหลักมาจากส่วนต่างอัตราดอกเบี้ย (NIM) ที่มีแนวโน้มปรับตัวดีขึ้นจากการบริหารต้นทุนทางการเงินที่มีประสิทธิภาพหลังดอกเบี้ยนโยบายปรับลดลง ทั้งนี้ในไตรมาส 2/2026 สินเชื่อรวมยังคงทรงตัว โดยบริษัทเน้นกลยุทธ์การปล่อยสินเชื่ออย่างระมัดระวังในกลุ่มความเสี่ยงต่ำ ส่วนคุณภาพสินทรัพย์ยังอยู่ในระดับที่บริหารจัดการได้ โดยค่าใช้จ่ายสำรอง (credit cost) ในไตรมาส 2/2026 อยู่ที่ 94 bps ซึ่งบริษัทได้มีการตั้งสำรองพิเศษรองรับความเสี่ยงทางเศรษฐกิจไว้ตั้งแต่ไตรมาส 1/2026 แล้ว ข้อสังเกตและแนวโน้มในอนาคต สำหรับทิศทาง NIM ในไตรมาส 3/2026 คาดว่าจะเพิ่มขึ้นต่อเนื่องจากการปรับลดต้นทุนเงินฝากประจำ แต่ในไตรมาส 4/2026 คาดว่าจะทรงตัว และมีแนวโน้มลดลงในปี 2027 เนื่องจาก TISCO ประเมินว่าดอกเบี้ยนโยบายอาจมีการปรับเพิ่มขึ้น 1 ครั้ง ทั้งนี้ในส่วนของเงินปันผล บริษัทเน้นย้ำว่าจะรักษาระดับการจ่ายปันผลให้มีความมั่นคงในระยะยาว โดยคาดการณ์เงินปันผลครึ่งปีแรกของปี 2026 (1H26F) ไว้ที่ 2.00 บาทต่อหุ้น คิดเป็น Dividend Yield ประมาณ 1.6% บทสรุปการลงทุน แม้ TISCO จะเป็นหุ้นที่มีพื้นฐานแกร่งและมีนโยบายการจ่ายปันผลที่น่าสนใจ แต่ด้วยราคาหุ้นที่ปรับตัวขึ้นมาสูงจนเกินมูลค่าพื้นฐาน (Upside -16% จากราคาปิดที่ 124.50 บาท) ทำให้ KSS ยังคงคำแนะนำ REDUCE โดยนักลงทุนควรระมัดระวังความเสี่ยงจากราคาที่สะท้อนปัจจัยบวกไปมากแล้ว และควรติดตามสถานการณ์ราคาพลังงานรวมถึงความขัดแย้งในตะวันออกกลางที่อาจส่งผลต่อการตั้งสำรองในอนาคต