2026-04-02T13:02:21+00:00 iaajump NEO บริษัท นีโอ คอร์ปอเรท จำกัด (มหาชน) JUMP+ หุ้นโอกาสเติบโต IAA Jump Plus ไฮไลท์สำคัญ: ยอดขายโตสวนกระแสเศรษฐกิจ บริษัท นีโอ คอร์ปอเรท จำกัด (มหาชน) หรือ NEO เปิดเผยผลการดำเนินงานไตรมาส 1 ปี 2569 โดยทำยอดขายรวมได้ถึง 2,757 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 6.5% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน แรงขับเคลื่อนสำคัญมาจากกลุ่มผลิตภัณฑ์ในครัวเรือน (Household) ที่เติบโตโดดเด่นถึง 13.1% โดยเฉพาะแบรนด์ "ไฟไลน์" และ "Be Nice" ที่สามารถขยายส่วนแบ่งการตลาดได้อย่างแข็งแกร่ง "NEO แสดงศักยภาพในการเติบโตอย่างมั่นคงในไตรมาสแรก โดยอาศัยกลยุทธ์การปรับตัวพอร์ตโฟลิโอและเน้นความแตกต่างของแบรนด์อย่างชัดเจน แม้จะเผชิญกับแรงกดดันจากตลาดภายนอกและต้นทุนวัตถุดิบ แต่บริษัทยังคงรักษาฐานลูกค้าและภาพลักษณ์แบรนด์ได้อย่างมั่นคง" เจาะลึกผลการดำเนินงานและตัวเลขสำคัญ ในด้านความสามารถในการทำกำไร อัตรากำไรขั้นต้น (Gross Profit Margin) อยู่ที่ 36.9% ซึ่ง ลดลงจาก 41.8% ในปีก่อน เนื่องจากผลกระทบจากราคาวัตถุดิบและบรรจุภัณฑ์ที่ปรับตัวสูงขึ้น ขณะที่อัตรากำไรดำเนินงานอยู่ที่ 37.9% ลดลงเล็กน้อย 0.8pp สำหรับกลุ่มสินค้าส่วนบุคคล (Personal Care) เติบโต 8.7% แต่กลุ่มสินค้าเด็ก (Baby and Kiss) ปรับตัวลดลง 19.2% จากภาวะตลาดชะลอตัว ทั้งนี้ บริษัทมีอัตราการใช้งานโรงงาน (Utilization Rate) อยู่ที่ 72% และเริ่มรุกตลาดพรีเมียมผ่านสินค้าใหม่ เช่น Dini Deluxe และ Love Details ซึ่งมีสัดส่วนยอดขายเพิ่มขึ้นเป็น 7% ข้อสังเกตและกลยุทธ์การปรับตัว บริษัทกำลังเผชิญกับความท้าทายจากตลาด FMCG ในประเทศที่เติบโตเพียง 2% และปัญหาการส่งออกไปยังเวียดนาม อย่างไรก็ตาม NEO มีแผนรับมือเชิงรุกด้วยการ ลดจำนวน SKU จาก 155 SKU เหลือ 35 SKU ในไตรมาสถัดไปเพื่อคุมต้นทุน พร้อมตั้งเป้าคุมค่าใช้จ่ายรวมไม่เกิน 32% ของรายได้ทั้งปี นอกจากนี้ยังเตรียมรับมือค่าเสื่อมราคาจากโรงงาน Household Fed.1 ที่จะเริ่มเข้าในช่วงไตรมาส 3 ประมาณ 30–40 ล้านบาทต่อไตรมาส โดยเน้นกลยุทธ์ Portfolio Management และการขายผ่านช่องทางออนไลน์ที่ให้กำไรสูงกว่า สรุปทิศทางธุรกิจ เป้าหมายระยะสั้นของ NEO คือการรักษาการเติบโตของยอดขายในระดับ Mid to High Single Digit โดยคาดการณ์อัตรากำไรขั้นต้น (GPM) ตลอดปีนี้จะอยู่ในกรอบ 36–38% ทั้งนี้ บริษัทมีความมั่นใจในสภาพคล่องทางการเงินและแผนการดำเนินงานในอนาคต โดยจะเน้นการพัฒนาสินค้าพรีเมียมและการขยายตลาดในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกเป็นสำคัญ เจาะประเด็นร้อน (Q&A) Q: ผลกระทบจากราคาพลาสติกต่อ GPM? A: คาดการณ์ GPM ทั้งปีจะอยู่ในกรอบ 36–38% แม้ต้นทุนวัตถุดิบจะสูงขึ้น Q: ปัญหาตลาดเวียดนาม? A: ยอดขายสะดุดในไตรมาส 1 จากปัจจัยเทศกาลและค่าขนส่ง แต่เริ่มเห็นออเดอร์กลับมาในไตรมาส 2 Q: แผนเพิ่มประสิทธิภาพโรงงาน? A: เน้นการทำ Automation ไลน์ท้าย, LINE Optimization และระบบ Predictive Maintenance เพื่อลด Downtime Q: ความกังวลด้านสภาพคล่อง? A: ยืนยันว่าสภาพคล่องเพียงพอ ทั้งจากเงินกู้ระยะยาวและวงเงินสินเชื่อธนาคาร