2026-06-02T03:50:56+00:00 iaa PTTEP บริษัท ปตท.สำรวจและผลิตปิโตรเลียม จำกัด (มหาชน) MST ปรับลดคำแนะนำ PTTEP เป็น ถือ หั่นราคาเป้าหมายเหลือ 145 บาท ไฮไลท์สำคัญ บริษัทหลักทรัพย์ เมย์แบงก์ (ประเทศไทย) หรือ MST ได้ปรับลดคำแนะนำการลงทุนในหุ้น PTTEP ลงจากเดิม "ซื้อ" เป็น "ถือ" พร้อมปรับลดราคาเป้าหมายลงเหลือ 145 บาท จากเดิมที่ 157 บาท โดยมีสาเหตุหลักมาจากมุมมองต่อแนวโน้มราคาน้ำมันดิบในระยะยาวที่มีความอ่อนแอลง แม้ว่าในระยะสั้นราคาน้ำมันจะยังคงอยู่ในระดับสูงก็ตาม รายละเอียดการวิเคราะห์ MST ประเมินว่าราคาน้ำมันดิบมีโอกาสปรับฐานลงสู่ระดับ 70 ดอลลาร์สหรัฐฯ ต่อบาร์เรล หลังจากสถานการณ์ในช่องแคบฮอร์มุซคลี่คลายและกลับมาเปิดให้บริการอีกครั้ง ซึ่งคาดว่าจะส่งผลให้ตลาดน้ำมันเปลี่ยนจากภาวะอุปทานขาดแคลนในไตรมาส 2/2569 ไปสู่ภาวะอุปทานส่วนเกินสูงถึง 2 ล้านบาร์เรลต่อวันภายในไตรมาส 4/2569 ทั้งนี้ โบรกเกอร์ได้ปรับสมมติฐานราคาน้ำมันดิบ Brent ในปี 2569 ขึ้นเป็น 85 ดอลลาร์ฯ ต่อบาร์เรล เพื่อสะท้อนราคาที่พุ่งสูงในช่วงเดือนเมษายน-พฤษภาคม แต่ได้ปรับลดสมมติฐานราคาน้ำมันระยะยาวปี 2571-2572 ลงเหลือ 65 และ 60 ดอลลาร์ฯ ต่อบาร์เรล ตามลำดับ ข้อสังเกตจากนักวิเคราะห์ ปัจจัยลบที่กดดันราคาน้ำมันในระยะยาว ได้แก่ 1) การที่ UAE ลาออกจากกลุ่ม OPEC ซึ่งอาจเพิ่มกำลังการผลิตส่วนเกินได้ถึง 0.55 ล้านบาร์เรลต่อวันภายในปี 2570 2) การเร่งเพิ่มกำลังการผลิตของกลุ่มนอก OPEC+ โดยเฉพาะสหรัฐฯ และบราซิล ซึ่งคาดว่าจะเติบโตถึง 2.5 ล้านบาร์เรลต่อวันภายในปี 2570 และ 3) ผลกระทบจากสงครามที่ทำให้รัสเซียต้องส่งออกน้ำมันดิบมากขึ้นเนื่องจากปัญหาโรงกลั่นได้รับความเสียหาย นอกจากนี้ PTTEP ยังมีระดับ P/BV ที่ 1 เท่า ซึ่งถือว่าซื้อขายที่มูลค่าสูงที่สุดในกลุ่มพลังงานและปิโตรเคมีของไทยในปัจจุบัน ส่วนสรุปและคำแนะนำ MST แนะนำให้นักลงทุนสลับการลงทุนจาก PTTEP ไปยังหุ้น PTT รวมถึงกลุ่มโรงกลั่นอย่าง BCP และ SPRC แทน เนื่องจากหุ้นกลุ่มดังกล่าวมีระดับ P/BV ที่ต่ำกว่าและให้อัตราผลตอบแทนจากเงินปันผลที่น่าสนใจกว่า โดยการวิเคราะห์นี้ตั้งอยู่บนสมมติฐานว่าตลาดน้ำมันจะเริ่มเห็นภาวะอุปทานส่วนเกินชัดเจนขึ้นในช่วงปลายปี 2569 เป็นต้นไป ซึ่งเป็นปัจจัยที่กดดันต่อการเติบโตของกำไรในอนาคตของ PTTEP