2026-06-08T03:44:50+00:00 iaa SCC บริษัท ปูนซิเมนต์ไทย จำกัด(มหาชน) SCC เร่งเครื่องขายหุ้น CAP เสริมสภาพคล่องคล่องตัวสูง ไฮไลท์สำคัญ: กำไรสุทธิพุ่ง 63% ท่ามกลางความผันผวนของตลาดโลก บริษัท ปูนซิเมนต์ไทย จำกัด (มหาชน) หรือ SCC เผยผลการดำเนินงานไตรมาส 1/2569 ท่ามกลางความท้าทายจากวิกฤตสงครามในตะวันออกกลางที่ส่งผลกระทบต่อห่วงโซ่อุปทานและราคาพลังงาน โดยบริษัทสามารถทำกำไรสุทธิได้ที่ 1,080 ล้านบาท เพิ่มขึ้นถึง 63% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน แม้รายได้รวมจะปรับตัวลดลงเล็กน้อยจากธุรกิจเคมีและแพ็กเกจจิ้ง แต่ได้รับแรงหนุนสำคัญจากกลุ่มซีเมนต์และวัสดุก่อสร้างที่เติบโตอย่างแข็งแกร่งจากการปรับโครงสร้างต้นทุนและมุ่งเน้นผลิตภัณฑ์มูลค่าสูง (HVA) "การปรับตัวเชิงคุณภาพผ่านเทคโนโลยี AI และการใช้พลังงานทดแทน ช่วยให้บริษัทสามารถรักษาความสามารถในการทำกำไรไว้ได้ แม้เผชิญกับปัจจัยลบภายนอกที่ควบคุมไม่ได้" เนื้อหาการดำเนินงาน: ปรับตัวรับมือต้นทุนพุ่งและมุ่งสู่โลคาร์บอน ในไตรมาสนี้ บริษัทเผชิญกับภาวะราคาวัตถุดิบที่ผันผวนรุนแรง โดยราคา HDP Naphtha ปรับตัวสูงขึ้นจาก ~300 บาท/ตัน เป็น 545 บาท/ตัน ในเดือนเมษายน ประกอบกับปัญหาการขาดแคลนฟีดสต๊อกจากฮอมมูส อย่างไรก็ตาม บริษัทได้ดำเนินกลยุทธ์ "Immediate Action" ด้วยการลดต้นทุนพลังงานผ่านชีวมวลและโซลาร์เซลล์ ซึ่งในโรงงานทุ่งสงฆ์สามารถใช้พลังงานชีวมวลได้ถึง 55% นอกจากนี้ อัตรากำไรขั้นต้น (EBITDA Margin) ในกลุ่มธุรกิจเคมีภัณฑ์ปรับตัวดีขึ้นอย่างชัดเจนจาก 15% เป็น 28% ในขณะที่กลุ่มซีเมนต์และวัสดุก่อสร้างมีกำไรเพิ่มขึ้นถึง 48% และแพ็กเกจจิ้งเติบโต 7% โดยเฉพาะในตลาดอินโดนีเซีย ข้อสังเกต: ปัจจัยเสี่ยงที่ต้องเฝ้าระวังอย่างใกล้ชิด แม้ผลประกอบการจะออกมาในทิศทางบวก แต่บริษัทต้องเผชิญกับอุปสรรคสำคัญ ได้แก่ 1) การหยุดชะงักของโรงงาน LSP และ ROC จากผลกระทบสงคราม 2) ความผันผวนของ GDP โลก ที่อาจลดลงเหลือไม่ถึง 2.5% และ 3) การแข่งขันที่รุนแรง จากผู้ผลิตเคมีภัณฑ์ในจีนและเอเชียกลาง ทั้งนี้ บริษัทกำลังอยู่ระหว่างการศึกษาความเป็นไปได้ในการควบรวม SCG Chemical กับ PTGC เพื่อสร้าง "National Champion" ในอุตสาหกรรมโพลีเมอร์ ซึ่งยังไม่มีข้อผูกพันทางกฎหมายในขณะนี้ สรุปทิศทาง: มุ่งเน้นความยั่งยืนและขยายฐานตลาดใหม่ เป้าหมายระยะสั้นของ SCC คือการรักษาเสถียรภาพของกำไรผ่านการบริหารจัดการต้นทุนอย่างเข้มงวดและการดูแลลูกค้ากลุ่ม HVA ส่วนระยะยาวมุ่งเน้นการลงทุนในพลังงานสะอาดและการขยายตลาดผลิตภัณฑ์โลคาร์บอนในอาเซียน โดยเฉพาะเวียดนามและอินโดนีเซีย ทั้งนี้ต้องจับตาความคืบหน้าของโครงการ LSPD ที่ตั้งเป้าให้แล้วเสร็จภายในครึ่งหลังของปีหน้า (Second Half 2570) รวมถึงสถานการณ์ฟีดสต๊อกที่ต้องบริหารจัดการให้สอดคล้องกับสถานการณ์โลกที่เปลี่ยนแปลงตลอดเวลา เจาะประเด็นร้อน (Q&A) ผลกระทบสงคราม: ซัพพลายหายไปถึง 48 ล้านตัน โดยครึ่งหนึ่งเกิดจากเหตุการณ์ Commercial Shutdown และ Force Majeure สถานะโรงงาน: LSP จะหยุดเดินเครื่องกลางเดือนนี้เพื่อทำ Maintenance และ Retrofit เครื่องจักรใหม่ การเติบโตในไทย: คาดการณ์ GDP ไทยโต 2% ส่งผลให้ภาคก่อสร้างโต 1.5% โดยเฉพาะโครงการโครงสร้างพื้นฐาน ความคืบหน้า MOC: ยังสามารถเดินเครื่องได้ถึงไตรมาส 3 หากสถานการณ์ฟีดสต๊อกฮอมมูสยังไม่คลี่คลาย