2026-06-17T03:31:17+00:00 iaa TIDLOR บริษัท เงินติดล้อ จำกัด (มหาชน) TIDLOR สัญญาณบวกชัดเจน โบรกฯ เชียร์ซื้อเป้าหมาย 25 บาท ไฮไลท์ผลการดำเนินงานไตรมาส 1/2569 บริษัท เงินติดล้อ จำกัด (มหาชน) หรือ TIDLOR ประกาศผลประกอบการไตรมาส 1 ปี 2569 อย่างโดดเด่น โดยมีกำไรสุทธิทำสถิติสูงสุดใหม่ที่ 1,640 ล้านบาท เติบโตขึ้น 53% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน และเพิ่มขึ้น 63% จากไตรมาสก่อนหน้า หนุนโดยรายได้รวมที่ขยายตัว 53% (YoY) และ 8% (QoQ) โดยมีปัจจัยบวกสำคัญจากธุรกิจประกันภัยวินาศภัยที่เติบโตสูงถึง 13% และรายได้ดอกเบี้ยจากธุรกิจสินเชื่อที่เพิ่มขึ้น 7% ส่งผลให้อัตรากำไรสุทธิ (NIM) ปรับตัวดีขึ้นมาอยู่ที่ 15.9% "ความสำเร็จในไตรมาสนี้สะท้อนถึงความแข็งแกร่งของธุรกิจหลัก ทั้งการขยายตัวของพอร์ตสินเชื่อคุณภาพสูงและการเติบโตของธุรกิจประกันภัยที่เหนือกว่าตลาด" เจาะลึกสถานะทางการเงินและคุณภาพหนี้ บริษัทสามารถบริหารจัดการต้นทุนทางการเงินได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยลดลงมาอยู่ที่ระดับ 2.1% จากการใช้กลยุทธ์ Match Funding ในขณะที่คุณภาพหนี้ปรับตัวดีขึ้นอย่างเห็นได้ชัด โดยอัตราหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (NPL) ลดลงเหลือ 1.47% จาก 1.80% ในปีก่อน พร้อมยกระดับความมั่นคงด้วยการเพิ่มอัตราส่วนสำรองหนี้ (Coverage Ratio) ขึ้นไปอยู่ที่ 341% นอกจากนี้ ค่าใช้จ่ายต่อรายได้ (Cost to Income Ratio) ยังปรับตัวดีขึ้นมาอยู่ที่ 54.3% สะท้อนถึงการบริหารจัดการต้นทุนผ่านเทคโนโลยีดิจิทัลและแอปพลิเคชัน “ติดใจ” ได้อย่างมีประสิทธิภาพ กลยุทธ์การเติบโตและปัจจัยท้าทาย TIDLOR เดินหน้าปรับโครงสร้างธุรกิจสู่การเป็น Holding Company เพื่อเพิ่มความคล่องตัวในการบริหารงาน พร้อมปรับพอร์ตสินเชื่อไปสู่กลุ่มมอเตอร์ไซค์และรถยนต์ที่มีอัตราผลตอบแทน (Yield) สูงกว่าเดิม แม้จะเผชิญความท้าทายจากพอร์ตสินเชื่อรถบรรทุกที่ชะลอตัวตามราคาน้ำมันและอุปสงค์ที่ลดลง แต่บริษัทได้วางแผนรับมือด้วยการคัดกรองสินเชื่ออย่างเข้มงวดและขยายสาขาเพิ่มอีก 50–100 แห่งในปี 2569 เพื่อเข้าถึงฐานลูกค้าใหม่ๆ ทั่วประเทศ สรุปทิศทางและเป้าหมายในอนาคต สำหรับเป้าหมายระยะสั้น บริษัทตั้งเป้าการเติบโตของยอดสินเชื่อคงคลังที่ 5–10% และยอดเบี้ยประกันภัยวินาศภัยเติบโตไม่ต่ำกว่า 5–10% โดยมีแผนลงทุนในเทคโนโลยี AI เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการบริการและลดต้นทุนในระยะยาว ทั้งนี้ นักลงทุนควรจับตาปัจจัยภายนอก ทั้งความผันผวนของราคาน้ำมันและสถานการณ์เศรษฐกิจโลกที่อาจส่งผลต่อกำลังซื้อของกลุ่มลูกค้าหลักในอนาคต เจาะประเด็นร้อน (Q&A) การปรับโครงสร้าง Holding: มีผลตั้งแต่วันที่ 15 พฤษภาคม 2568 ช่วยเพิ่มความยืดหยุ่นในการบริหารธุรกิจสินเชื่อและประกันภัย ธุรกิจประกันภัย: เติบโต 13% สูงกว่าตลาดรวมที่โตเพียง 2% โดยเน้นช่องทางออนไลน์และ TeleSale การคุม NPL: ลดลงเหลือ 1.47% จากการอนุมัติสินเชื่อที่เข้มงวดและการปรับโครงสร้างการติดตามหนี้ แผนการเงิน: เตรียมออกหุ้นกู้ใหม่ในครึ่งหลังของปี 2569 เพื่อทดแทนหุ้นกู้เดิมที่ครบกำหนด เทคโนโลยี: เตรียมนำ AI มาใช้เพิ่มประสิทธิภาพการบริการและลดต้นทุนการดำเนินงาน