2026-05-19T07:04:23+00:00 iaa TOP บริษัท ไทยออยล์ จำกัด (มหาชน) TOP ไตรมาส 1/2569 กำไรทะลุเป้า! หยวนต้าชี้เป้าใหม่ 60 บาท ไฮไลท์ผลการดำเนินงานไตรมาส 1/2569 บริษัท ไทยออยล์ จำกัด (มหาชน) หรือ TOP รายงานผลประกอบการไตรมาส 1 ปี 2569 อย่างโดดเด่นด้วยกำไรสุทธิสูงถึง 19,481 ล้านบาท โดยได้รับแรงหนุนสำคัญจากปัจจัยภายนอกโดยเฉพาะราคาน้ำมันดิบโลกที่ปรับตัวสูงขึ้นเฉลี่ยอยู่ที่ 86.3 เหรียญต่อบาร์เรล จากความขัดแย้งในตะวันออกกลางและการปิดช่องแคบฮอมบุส ส่งผลให้บริษัทรับรู้กำไรจากสต๊อกน้ำมันดิบสูงถึง 16,740 ล้านบาท (คิดเป็น 25.3 เหรียญต่อบาร์เรล) ควบคู่ไปกับการบริหารจัดการหนี้สินผ่านการซื้อคืนหุ้นกู้สหรัฐฯ ที่สร้างกำไรพิเศษอีก 2,438 ล้านบาท "ผลประกอบการไตรมาสนี้ขับเคลื่อนด้วยปัจจัยภายนอกเป็นหลัก โดยเฉพาะกำไรจากสต๊อกน้ำมันดิบและรายการพิเศษ ซึ่งสะท้อนถึงความสำเร็จในการบริหารจัดการทรัพยากรล่วงหน้าท่ามกลางความไม่แน่นอนของภูมิรัฐศาสตร์" เจาะลึกตัวเลขและประสิทธิภาพการผลิต ในด้านการดำเนินงานหลัก (Core Business) บริษัทมีกำไรสุทธิอยู่ที่ประมาณ 4,138 ล้านบาท โดยมีค่าการกลั่น (Market GIM) ปรับตัวดีขึ้นมาอยู่ที่ 14.8 เหรียญต่อบาร์เรล เทียบกับ 11.8 เหรียญต่อบาร์เรลในไตรมาสก่อนหน้า ด้านอัตราการผลิตทำได้สูงถึง 113.3% ซึ่งสูงกว่าค่าเฉลี่ยอุตสาหกรรม อย่างไรก็ตาม บริษัทเผชิญกับต้นทุนการดำเนินงาน (Cash Cost) ที่เพิ่มขึ้นเป็น 2.6 เหรียญต่อบาร์เรล จากภาระดอกเบี้ยและค่าเช่าทรัพย์สิน รวมถึงผลกระทบจากนโยบายภาครัฐที่สั่งปรับลดราคาดีเซลในช่วง 41 วัน ส่งผลให้บริษัทสูญเสียกำไรจากการขายไปประมาณ 2,080 ล้านบาท ข้อสังเกตและกลยุทธ์รับมือความเสี่ยง บริษัทเริ่มส่งสัญญาณเตือนถึง "จุดเปลี่ยนสำคัญ" ที่อาจเกิดขึ้นตั้งแต่ไตรมาส 2 เป็นต้นไป เนื่องจากสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลางมีแนวโน้มคลี่คลาย ซึ่งจะส่งผลให้ราคาน้ำมันดิบปรับตัวลดลงและนำไปสู่ความเสี่ยงในการรับรู้ Stock Loss ในไตรมาส 3 และ 4 ที่คาดการณ์ไว้ระหว่าง 8.8–12 เหรียญต่อบาร์เรล ทั้งนี้ บริษัทได้ปรับกลยุทธ์กระจายแหล่งจัดหาน้ำมันดิบโดยลดการพึ่งพาตะวันออกกลาง และหันไปนำเข้าจากอเมริกาเหนือและใต้เพิ่มขึ้นถึง 57% พร้อมเปิดใช้งานทุ่นผูกเรือ Thailand SPM-2 เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการขนส่งในระยะยาว สรุปภาพรวมและแนวโน้มข้างหน้า แม้ไตรมาสแรกจะทำผลงานได้ดีเยี่ยม แต่ไทยออยล์ยังคงต้องเผชิญกับความท้าทายรอบด้าน ทั้งความผันผวนของราคาน้ำมันดิบ สภาพคล่องที่อาจลดลงประมาณ 10,800 ล้านบาท และความต้องการน้ำมันสำเร็จรูปที่ชะลอตัวตามเศรษฐกิจโลก แผนงานระยะถัดไปจึงมุ่งเน้นไปที่การรักษาสภาพคล่อง การเดินหน้าโครงการ CFP ตามแผน และการบริหารจัดการความเสี่ยงจาก Stock Loss อย่างใกล้ชิดเพื่อประคองกำไรจากการดำเนินงานหลักให้เติบโตอย่างยั่งยืน เจาะประเด็นร้อน (Q&A) Q: กำไรสุทธิที่สูงมากในไตรมาสนี้มาจากไหน? A: มาจากกำไรสต๊อกน้ำมันดิบ 16,740 ล้านบาท และกำไรจากการซื้อคืนหุ้นกู้ 2,438 ล้านบาท Q: การซื้อคืนหุ้นกู้มีรายละเอียดอย่างไร? A: บริษัทซื้อคืนหุ้นกู้มูลค่า 550 ล้านเหรียญสหรัฐฯ และมีการออกหุ้นกู้ด้อยสิทธิ์ (Perpetual Bond) 600 ล้านเหรียญสหรัฐฯ โดยทำ Swap อัตราดอกเบี้ยเหลือ 3.875% Q: ปัจจัยลบที่ต้องจับตาในไตรมาส 2 คืออะไร? A: ความเสี่ยงจาก Stock Loss, สภาพคล่องที่ลดลง และผลกระทบจากการปรับลดราคาดีเซลที่กระทบต่อกระแสเงินสด Q: โครงการสำคัญที่ช่วยลดต้นทุนคืออะไร? A: การเปิดใช้ทุ่นผูกเรือ Thailand SPM-2 ซึ่งช่วยเพิ่มประสิทธิภาพห่วงโซ่อุปทาน