2026-05-07T06:47:11+00:00 iaa HMPRO บริษัท โฮม โปรดักส์ เซ็นเตอร์ จำกัด (มหาชน) HMPRO กำไร Q1/26 อ่อนแอ แต่ 2QTD สัญญาณฟื้นตัว บล.หยวนต้าคงคำแนะนำ "ซื้อ" text-primary บล.หยวนต้ายังคงแนะนำ "ซื้อ" HMPRO โดยให้ราคาเป้าหมาย 8.00 บาท มองเป็นหุ้นปันผลสูงและมีโครงการซื้อหุ้นคืนช่วยจำกัด Downside ผลประกอบการ 1Q26 อ่อนแอตามคาด บริษัทหลักทรัพย์หยวนต้า (ประเทศไทย) จำกัด วิเคราะห์ผลประกอบการ HMPRO ใน 1Q26 มีกำไรปกติ 1.4 พันล้านบาท ลดลง 12% QoQ และ 18% YoY ใกล้เคียงกับที่ตลาดคาดการณ์ไว้ กำไรที่ลดลง QoQ มาจาก GPM และรายได้อื่น ๆ ที่ลดลง ขณะที่การอ่อนตัวลง 18% YoY มีสาเหตุจากยอดขายที่ชะลอตัว 8% YoY และค่าใช้จ่าย SG&A ที่เพิ่มขึ้น โดยเฉพาะค่าเสื่อมราคาจากการเปิดสาขาใหม่ รายได้หลักอยู่ที่ 1.7 หมื่นล้านบาท ลดลง 2% QoQ และ 8% YoY ยอดขายที่ลดลง YoY เกิดขึ้นแม้จะมีการขยายสาขาเพิ่มขึ้น 4 แห่ง (สิ้น 1Q26 มี 133 สาขา) เนื่องจากถูกกดดันจาก SSSG เฉลี่ยทั้งกลุ่มที่ -11% YoY (โฮมโปรในไทย -12.5% YoY, โฮมโปรในมาเลเซีย -9% YoY, เมกาโฮม -4% YoY) ซึ่งอ่อนแอลงเมื่อเทียบกับ -8% YoY ใน 4Q25 เนื่องจากฐานสูงจากการมีมาตรการลดหย่อนภาษี (Easy E-Receipt) ในช่วงต้นปี อย่างไรก็ตาม อัตรากำไรขั้นต้น (GPM) อยู่ที่ระดับ 27.5% เพิ่มขึ้น 55bps YoY จาก Product Mix โดยเฉพาะการเพิ่มสัดส่วนการขายสินค้ากลุ่มที่มีอัตราการทำกำไรสูง และการผลักดันสินค้ากลุ่ม Private Brand ซึ่งสามารถชดเชยผลกระทบจากการได้รับส่วนลดทางการค้าที่ลดลงได้ ค่าใช้จ่าย SG&A อยู่ที่ 3.3 พันล้านบาท ลดลง 10% QoQ แต่เพิ่มขึ้น 2% YoY หากพิจารณา SG&A/ Sales จะอยู่ที่ 20.3% เพิ่มขึ้น 210bps YoY โดยหลักมาจากค่าเสื่อมราคาจากการเปิดสาขาใหม่ ในขณะที่ดอกเบี้ยจ่ายอยู่ที่ 171 ล้านบาท ลดลง 2% QoQ และ 4% YoY ตามการปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบาย 2QTD SSSG ฟื้นตัว หยวนต้าฯ ระบุว่า 2QTD SSSG ของโฮมโปรในไทยพลิกกลับมาเติบโต 1-3% YoY ดีขึ้นมากเมื่อเทียบกับ -12% YoY ใน 1Q26 ที่มีฐานสูงจากมาตรการ Easy E-Receipt การฟื้นตัวดังกล่าวหนุนจากยอดขายกลุ่มเครื่องใช้ไฟฟ้าทำความเย็น (สัดส่วน 15-20% ของยอดขาย) จากสภาพอากาศที่ร้อนกว่าปีก่อน ขณะที่เมกาโฮม SSSG +5% YoY ดีขึ้นจาก -4% YoY ใน 1Q26 เบื้องต้นคาดว่ากำไรปกติ 2Q26 มีโอกาสกลับมาเติบโต YoY จากฐานต่ำ คงคำแนะนำ "ซื้อ" กำไรปกติ 3M26 คิดเป็น 23% ของประมาณการปี 2025 ของหยวนต้าฯ ที่ 6.2 พันล้านบาท (+2% YoY) จึง คงคำแนะนำ "ซื้อ" โดยอิงราคาเหมาะสม 8.00 บาท ราคาปัจจุบันซื้อขายบน PER26 เพียง 13 เท่า ต่ำกว่า -2SD ของค่าเฉลี่ยย้อนหลัง 5 และ 10 ปี เหมาะสำหรับการลงทุนระยะยาวหรือคาดหวังผลตอบแทนจากเงินปันผลที่สูงเฉลี่ย 6.4% ต่อปี นอกจากนี้ ปัจจุบันมีโครงการซื้อหุ้นคืนช่วยจำกัด Downside (โครงการซื้อหุ้นคืนครั้งที่ 2 วงเงินไม่เกิน 3.0 พันล้านบาท จำนวนไม่เกิน 394.5 ล้านหุ้นหรือไม่เกิน 3% ของจำนวนหุ้นที่จำหน่ายแล้วทั้งหมด ระยะเวลา 6 เดือนตั้งแต่ 1 มี.ค. - 31 ส.ค. 2026) ความเสี่ยงสำคัญที่ต้องติดตามคือ เศรษฐกิจไทยและกำลังซื้อผู้บริโภคชะลอตัว, ค่าใช้จ่ายในการขายและบริหาร หรือการแข่งขันด้านราคาที่เพิ่มขึ้นจากการจัดกิจกรรมทางการตลาดเพื่อเร่งกำลังซื้อ