Digg · aioMax Original News
คลังข่าวต้นฉบับที่ระบบ aioMax เขียนเอง (fin / fin-us / oppday / iaa / iaajump / AiOMax) — ไม่รวมข่าวสื่อภายนอก · Server-rendered สำหรับ SEO, AI crawler และ bot
Express Lane: หน้านี้เป็น HTML เต็ม (SSR) — มีเวอร์ชัน Markdown สำหรับ AI crawler
iaa PRM บริษัท พริมา มารีน จำกัด (มหาชน)

PRM: FSSIA ชี้ tensions ตะวันออกกลางไม่กระทบธุรกิจ คงคำแนะนำ "ซื้อ" ราคาเป้าหมาย 9.50 บาท

PRM ปี 2568 เติบโตแบบมั่นคง รายได้ยังอยู่ที่ 8,745 ล้าน กำไรสุทธิแตะ 2,287 ล้าน พร้อมเปิดแผนขยาย OSV สู่ตะวันออกกลาง บริษัทพริมามารีนจำกัด (มหาชน) หรือ PRM ปิดบัญชีปีงบประมาณ พ.ศ. 2568 ด้วยผลงานที่น่าประทับใจ โดยรายได้รวมยังคงอยู่ที่ระดับ 8,745 ล้านบาท ใกล้เคียงกับปีก่อนหน้าที่ 8,745 ล้านบาท แม้จะเผชิญกับแรงกดดันจากความขัดแย้งชายแดนไทย-กัมพูชาและน้ำท่วมภาคใต้ที่กระทบต่อธุรกิจขนส่งน้ำมันสำเร็จรูปในประเทศ แต่บริษัทสามารถรักษาเสถียรภาพทางการเงินได้อย่างเหนียวแน่น พร้อมกับเห็นสัญญาณเติบโตเล็กน้อยในกำไรสุทธิที่เพิ่มขึ้นเป็น 2,287 ล้านบาท จากปีก่อนหน้าที่อยู่ในระดับเดียวกัน หรือเพิ่มขึ้นประมาณ 1.5% เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า “แม้จะไม่มีการเติบโตของรายได้รวม แต่ PRM กลับสร้างความแข็งแกร่งในตัวเลขที่แท้จริง — อัตราการใช้เรือ (Utilization Rate) พุ่งขึ้นจาก 77.7% เป็น 85.7% ภายในปีเดียว” จุดเปลี่ยนสำคัญของปีนี้คือการปรับโครงสร้างกลยุทธ์ธุรกิจอย่างชัดเจน โดยเลิกส่งน้ำมันไปยังกัมพูชาที่มีความเสี่ยงทางภูมิรัฐศาสตร์ และหันมาเน้นตลาดต่างประเทศแทน โดยเฉพาะในกลุ่มบริษัทเคมีภัณฑ์และผู้ผลิตน้ำมันดิบในภูมิภาคเอเชียตะวันออกกลางและแปซิฟิก ซึ่งช่วยกระจายความเสี่ยงและเพิ่มความมั่นคงให้กับรายได้ระยะยาว การขยายธุรกิจออฟชอลซัพพอร์ตเวสเซล (OSV) กลายเป็นหัวใจสำคัญของแผนการเติบโต โดยมีเรือเข้ามาใหม่ทั้งหมด 5 ลำในปีนี้ แบ่งเป็น เรือขนส่งน้ำมันดิบขนาดใหญ่ 1 ลำ เรือขนส่งน้ำมันขนาด 5,000 ตัน 1 ลำ และเรือต่อใหม่ 3 ลำ ทยอยเข้าสู่การให้บริการตั้งแต่ไตรมาสสาม คือเดือนที่เจ็ดถึงเก้า “เรือใหม่ทั้ง 5 ลำ ไม่ใช่แค่เพิ่มจำนวน — มันคือการลงทุนในอนาคตที่เน้นคาร์บอนต่ำและประสิทธิภาพสูง” เรือใหม่ทั้งหมดมาพร้อมเทคโนโลยีล้ำสมัย เช่น เครื่องยนต์ไฮบริดและระบบควบคุมเสถียรภาพ (Gyro Stabilizer) ที่ช่วยลดคาร์บอนฟุตพรินต์และเพิ่มความปลอดภัยในการเดินเรือในพื้นที่คลื่นแรง โดยเฉพาะในภูมิภาคเอเชียตะวันออกกลาง ซึ่งเป็นตลาดเป้าหมายหลักในปีนี้ สัญญาการให้บริการส่วนใหญ่เป็นแบบไทม์ชาร์เตอร์ระยะยาว ทั้งในกลุ่มเรือ FSO ที่มีสัญญาถึง 10 ปี และ OSV ที่อยู่ระหว่าง 5 ถึง 10 ปี ทำให้มั่นใจได้ว่ารายได้จะมีความต่อเนื่องในระยะยาว “การเปลี่ยนเส้นทางจากกัมพูชาสู่ตะวันออกกลางไม่ใช่แค่เรื่องการหลีกเลี่ยงความเสี่ยง — มันคือการวางรากฐานใหม่ที่แข็งแกร่งกว่าเดิม” ในด้านผลประกอบการ บริษัทยังคงรักษาอัตราการใช้เรือ (Utilization Rate) ไว้ได้สูงถึง 85.7% จาก 77.7% ในปีก่อนหน้า สะท้อนถึงประสิทธิภาพการบริหารจัดการทรัพยากรที่ดีขึ้น และการเพิ่มปริมาณเรือในตลาดเป้าหมายอย่างต่อเนื่อง ขณะเดียวกัน รายได้จากธุรกิจออฟชอลซัพพอร์ตเวสเซล (OSV) เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ แม้ไม่มีตัวเลขเฉพาะเจาะจงในรายงาน แต่สะท้อนผ่านการเติบโตของอัตราการใช้เรือและแผนขยายตัว เจาะประเด็นร้อน (Q&A) มีเรือเข้ามาใหม่กี่ลำในปี 2568? มีทั้งหมด 5 ลำ: 1 ลำเรือขนส่งน้ำมันดิบขนาดใหญ่, 1 ลำเรือขนส่งน้ำมัน 5,000 ตัน (ซื้อมือสอง), และเรือต่อใหม่ 3 ลำ ทยอยเข้าบริการเดือนละ 1 ลำ ตั้งแต่เดือนที่เจ็ดถึงเก้า สัญญาของเรือใหม่มีความยาวเท่าใด? ส่วนใหญ่เป็นสัญญาไทม์ชาร์เตอร์ระยะยาว: เรือ FSO 10 ปี, เรือ OSV 5–10 ปี การเปลี่ยนเส้นทางไปตะวันออกกลางส่งผลต่อผลประกอบการหรือไม่? ไม่มีผลกระทบเชิงลบ เพราะบริษัทปฏิบัติตามนโยบายรัฐและกองทัพเรือ โดยปรับเส้นทางเพื่อความปลอดภัยและลดความเสี่ยงจากพื้นที่เสี่ยงสูง เรือใหม่มีคุณสมบัติพิเศษอะไรบ้าง? มีระบบไฮบริดและ Gyro Stabilizer เพื่อลดคาร์บอนฟุตพรินต์และเพิ่มความปลอดภัยในการเดินเรือ มีการจ่ายปันผลพิเศษในไตรมาสแรกหรือไม่? ยังไม่มีการประกาศปันผลพิเศษ โดยปันผลตามปกติคือ 0.50 บาทต่อหุ้น และจะจ่ายในเดือนพฤษภาคม เป้าหมายและสิ่งที่ต้องจับตาในอนาคต ระยะสั้น (1–3 ปี): เพิ่มอัตราการใช้เรือให้ถึง 90% โดยเน้นขยายธุรกิจ OSV ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกกลาง ระยะยาว (5+ ปี): พัฒนาเป็นผู้นำด้านความยั่งยืนในอุตสาหกรรมขนส่งน้ำมัน โดยเน้นเทคโนโลยีลดคาร์บอนและบริการระดับโลก สิ่งที่ต้องจับตา: การเปลี่ยนแปลงนโยบายพลังงานของรัฐบาล, ความผันผวนของตลาดน้ำมันโลก, และการแข่งขันจากบริษัทดิจิทัลเพลเยอร์ที่เน้นต้นทุนต่ำและความรวดเร็ว