2026-08-19T19:43:21+00:00 oppday SPRC บริษัท สตาร์ ปิโตรเลียม รีไฟน์นิ่ง จำกัด (มหาชน) SPRC: ผลงาน Q2/2569 แข็งแกร่งท่ามกลางความผันผวน พร้อมเดินหน้าสร้างมูลค่าเพิ่มอย่างยั่งยืน SPRC: ผลงาน Q2/2569 แข็งแกร่งท่ามกลางความผันผวน พร้อมเดินหน้าสร้างมูลค่าเพิ่มอย่างยั่งยืน 1. Highlights SPRC แสดงความแข็งแกร่งในการดำเนินงานและบริหารจัดการความเสี่ยงได้อย่างมีวินัยและรอบคอบ ท่ามกลางความผันผวนของสถานการณ์ภูมิรัฐศาสตร์และตลาดน้ำมันโลก โดยสามารถรักษาความมั่นคงทางพลังงานของประเทศ การดำเนินงานที่เป็นเลิศ และฐานะทางการเงินที่แข็งแกร่ง รวมถึงการลดความเสี่ยงจากปัจจัยภายนอกได้เป็นอย่างดี นอกจากนี้ บริษัทยังคงมุ่งเน้นการเพิ่มประสิทธิภาพตลอดห่วงโซ่คุณค่า และการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานระยะยาวเพื่อเสริมสร้างความยืดหยุ่นและปลดล็อกมูลค่า 2. Hero Story ผลประกอบการที่แข็งแกร่งในครึ่งปีแรก 2569: บริษัทมีกำไรสุทธิปรับปรุง (ไม่รวมกำไร/ขาดทุนจากสต็อกน้ำมัน) สูงถึง 272.1 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ และมี Enterprise Margin ที่ 20.7 ดอลลาร์สหรัฐฯ ต่อบาร์เรล ซึ่งปรับตัวดีขึ้นอย่างมีนัยสำคัญเมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนหน้า สะท้อนถึงความสามารถในการดำเนินงานอย่างมีวินัยและต่อเนื่องในทุกภาคส่วนธุรกิจ ทั้งโรงกลั่นและการจัดจำหน่ายผลิตภัณฑ์ 3. Outlook SPRC มีแผนงานที่ชัดเจนในการขับเคลื่อนการเติบโตอย่างยั่งยืน โดยมุ่งเน้น 3 ด้านหลัก ได้แก่ 1. โครงการเพิ่มศักยภาพการใช้น้ำมันดิบชนิดเบา (Light Crude Project): เพิ่มความยืดหยุ่นในการจัดหาน้ำมันดิบ และเพิ่มผลผลิตน้ำมันอากาศยานและเบนซิน 3-5% 2. การเพิ่มประสิทธิภาพด้านต้นทุน (Cost Efficiency): รักษาค่าใช้จ่ายในการดำเนินงานปกติของกิจการ (Normal Enterprise OPEX) ให้ต่ำกว่า 2.5 ดอลลาร์สหรัฐฯ ต่อบาร์เรล ผ่านการบำรุงรักษาที่มีประสิทธิภาพและการประหยัดต้นทุนอย่างต่อเนื่อง 3. การยกระดับทุ่นรับน้ำมันดิบกลางทะเลแบบทุ่นผูกเรือเดี่ยว (SPM Upgrading): ขยายอายุการใช้งานของระบบขนถ่ายน้ำมันทางทะเลออกไปอีก 30 ปี เพื่อเสริมสร้างความน่าเชื่อถือในการรับน้ำมันดิบและเพิ่มประสิทธิภาพห่วงโซ่อุปทาน 4. ความเสี่ยง 1. ความผันผวนของตลาดน้ำมัน: ราคาน้ำมันดิบและส่วนต่างราคาน้ำมันยังคงมีความผันผวนสูงจากความไม่แน่นอนด้านอุปทานและการจัดหาน้ำมันดิบที่ได้รับผลกระทบจากความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ 2. แรงกดดันด้านอุปทาน: การหยุดชะงักของการขนส่งผ่านช่องแคบฮอร์มุซและข้อจำกัดการส่งออกจากจีนและรัสเซีย ส่งผลให้ปริมาณน้ำมันดิบเข้าสู่เอเชียลดลงและอุปทานผลิตภัณฑ์ยังคงตึงตัว 3. ความต้องการใช้ผลิตภัณฑ์: ความต้องการน้ำมันดีเซลยังคงได้รับแรงกดดันจากภาคอุตสาหกรรมและค่าขนส่งที่สูงขึ้น ขณะที่การฟื้นตัวของการเดินทางและการท่องเที่ยวเป็นไปอย่างค่อยเป็นค่อยไป 4. ความไม่แน่นอนทางภูมิรัฐศาสตร์: สถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลางยังคงเป็นปัจจัยสำคัญที่ส่งผลต่อราคาและอุปทานน้ำมัน ซึ่งอาจทำให้ค่าการกลั่นยังคงอยู่ในระดับสูงกว่าที่คาดการณ์ไว้ 5. Q&A Highlights 1. Q: (00:46:34) ทิศทางของ Stock Loss ในไตรมาส 3 จะเป็นอย่างไร เมื่อเทียบกับ Stock Loss ที่เกิดขึ้นในไตรมาส 2 ที่ประมาณ 10 ล้านเหรียญสหรัฐฯ? A: ราคาตลาดน้ำมันดิบยังคงมีความผันผวนสูง ซึ่งส่งผลต่อการประเมิน Stock Loss อย่างไรก็ตาม บริษัทคาดว่าจะไม่มีผลขาดทุนจากสต็อกน้ำมันในไตรมาส 3 เนื่องจากราคาน้ำมันดิบดูไบ ณ สิ้นเดือนมิถุนายนอยู่ที่ 69 เหรียญสหรัฐฯ และ ณ สิ้นเดือนสิงหาคมอยู่ที่ 94 เหรียญสหรัฐฯ ซึ่งยังคงอยู่ในช่วง 80-90 เหรียญสหรัฐฯ ต่อบาร์เรล 2. Q: (00:51:02) ผลิตภัณฑ์ใดที่ราคาปรับตัวขึ้นสูงสุดหลังสงคราม และมีสาเหตุจากอะไร? A: น้ำมันดีเซลและน้ำมันอากาศยานมีการปรับตัวขึ้นสูงสุด สาเหตุหลักมาจากอุปทานที่ลดลงจากกำลังการกลั่นที่ลดลง การจำกัดการส่งออกในบางประเทศ และปริมาณสต็อกน้ำมันที่ลดลงของน้ำมันทั้งสองประเภท 3. Q: (00:51:36) ยอดเงินสดคงคลังชดเชยของกองทุนน้ำมันตอนนี้อยู่ที่เท่าไร และบริษัทคาดว่าจะได้รับคืนจากรัฐบาลในไตรมาสใด? A: ณ สิ้นเดือนมิถุนายน ยอดเงินสดคงคลังชดเชยของกองทุนน้ำมันอยู่ที่ 122 ล้านเหรียญสหรัฐฯ (ประมาณ 4,000 ล้านบาท) บริษัทได้รับเงินคืนจากกองทุนประมาณ 900 ล้านบาทในเดือนมิถุนายน ส่วนที่เหลือยังไม่สามารถประเมินได้ว่าจะได้รับคืนเมื่อใด แต่มีความคืบหน้าในการรับเงินคืนมาบ้างแล้ว