Digg · aioMax Original News
คลังข่าวต้นฉบับที่ระบบ aioMax เขียนเอง (fin / fin-us / oppday / iaa / iaajump / AiOMax) — ไม่รวมข่าวสื่อภายนอก · Server-rendered สำหรับ SEO, AI crawler และ bot
Express Lane: หน้านี้เป็น HTML เต็ม (SSR) — มีเวอร์ชัน Markdown สำหรับ AI crawler
iaa AH บริษัท อาปิโก ไฮเทค จำกัด (มหาชน)

AH: หยวนต้า ปรับลดคำแนะนำเป็น "ขาย" หลังกำไรต่ำกว่าคาด

AH ปี 68 รายได้ลด 3.1% แต่กำไรสุทธิหดตัวหนักเหลือ 731 ล้าน — จุดเปลี่ยนอยู่ที่โปรตุเกสและสหรัฐฯ บริษัทอาปิโกไฮเทคจำกัด (มหาชน) หรือ AH รายงานผลประกอบการไตรมาส 4 ของปีงบประมาณ พ.ศ. 2568 ด้วยรายได้รวม 20,983 ล้านบาท ลดลง 3.1% จากปีก่อนหน้าที่ 21,617 ล้านบาท โดยมีกำไรสุทธิอยู่ที่ 731 ล้านบาท ลดลงจาก 1,990 ล้านบาทในปีก่อนหน้าถึง 63.3% แม้จะรักษาอัตรากำไรขั้นต้นไว้ได้ที่ 8.5% (ลดลงเล็กน้อยจาก 8.7%) และมีกำไรจากการดำเนินงาน (EBIT) อยู่ที่ 1,370 ล้านบาท ใกล้เคียงกับปีก่อนหน้าที่ 1,450 ล้านบาท สะท้อนถึงความพยายามควบคุมต้นทุนในภาวะตลาดที่ชะลอตัวอย่างชัดเจน โดยเฉพาะในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้และจีน “รายได้รวมลดลง 3.1% แต่กำไรขั้นต้นยังรักษาไว้ได้ที่ 8.5% — นั่นคือสัญญาณว่าบริษัทไม่ได้ขายถูกเพื่อเพิ่มยอด แต่ควบคุมต้นทุนอย่างมีวินัย” ภาพรวมธุรกิจแบ่งเป็นสามส่วนหลัก โดยธุรกิจผลิตชิ้นส่วนยานยนต์ (70%) ยังคงเป็นฐานรายได้หลัก แม้จะมีรายได้ลดลงเพียง 0.5% เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า แต่ผลกระทบจากเหตุการณ์ไฟดับในโรงงานที่ประเทศโปรตุเกส ทำให้กำลังการผลิตลดลงเหลือเพียง 50% เป็นเวลาประมาณ 3 สัปดาห์ ส่งผลให้กำไรขั้นต้นของธุรกิจนี้ลดลง 0.5% ทั้งที่ยังคงมีฐานลูกค้ารายใหญ่ เช่น Isuzu, Dayna, AAT และ OMOBIO อย่างมั่นคง “แม้ยอดขายในจีนลดลง 5.1% และมาเลเซียหดตัว 9.4% แต่ธุรกิจดีเลอร์ชิพในไทยฟื้นตัวได้ดีจากยอดขาย MG เพิ่มขึ้น 21.1%” ส่วนธุรกิจตัวแทนจำหน่ายรถยนต์และศูนย์บริการ (30%) ประสบปัญหาหนัก โดยรายได้ในประเทศไทยลดลง 7% และมาเลเซียลดลงถึง 9.4% อย่างไรก็ตาม ไตรมาสที่ 4 กลับมีสัญญาณฟื้นตัวจากยอดขายรถยนต์ฮอนด้าและเอ็มจีในไทย ซึ่งเติบโต 19.2% เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า โดยเฉพาะแบรนด์ MG ที่ขยายตัวได้ถึง 21.1% แม้จะลดจำนวนแบรนด์ในไทยเหลือเพียง 2 แบรนด์ และมาเลเซีย 2 แบรนด์ เพื่อปรับโครงสร้างให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น “การร่วมทุนกับกลุ่มโซเลเซียในสหรัฐฯ อาจไม่เห็นรายได้จริงจนถึงไตรมาสแรกของปี 2026 — แต่คือการวางรากฐานเพื่อเติบโตในระดับโลก” จุดเปลี่ยนที่สำคัญที่สุดในปีนี้คือการขยายฐานธุรกิจไปยังสหรัฐอเมริกาผ่านการร่วมทุนกับกลุ่มโซเลเซีย แม้โรงงานจะยังไม่เริ่มผลิตจริง แต่คาดว่าจะเริ่มเห็นรายได้ในไตรมาสแรกของปี 2026 ขณะเดียวกัน ธุรกิจผลิตชิ้นส่วนในประเทศโปรตุเกสก็เริ่มชดเชยผลกระทบจากตลาดเอเชีย โดยเฉพาะการเติบโตของชิ้นส่วนสำหรับรถยนต์ไฟฟ้า (EV) ที่มีสัดส่วนรายได้รวมอยู่ที่ 5% ของรายได้ทั้งหมดในปีนี้ “อัตรากำไรสุทธิยังรักษาไว้ได้ที่ 2.8% — แม้กำไรสุทธิจะลดลงอย่างมาก แต่โครงสร้างต้นทุนและหนี้ระยะยาวต่อ EBITDA 1.3 เท่า แสดงถึงความแข็งแกร่งทางการเงิน” บริษัทยังคงรักษาฐานะทางการเงินไว้ได้อย่างมั่นคง โดยมีหนี้ระยะยาวต่อ EBITDA อยู่ที่ 1.3 เท่า ซึ่งถือว่าต่ำกว่าเกณฑ์มาตรฐานในอุตสาหกรรม และยังมีความยืดหยุ่นในการลงทุนในอนาคต โดยเฉพาะการขยายธุรกิจไปยังสหรัฐฯ และญี่ปุ่น พร้อมเป้าหมายรายได้เติบโตในระดับ low single digits ในปีงบประมาณ 2568 และรักษาระดับอัตรากำไรสุทธิไม่น้อยกว่า 2.8% เจาะประเด็นร้อน (Q&A) ออเดอร์ชิ้นส่วน EV มีสัดส่วนเท่าไหร่? — อยู่ที่ 5% ของรายได้รวมในปีงบประมาณ 2568 โรงงานในไทยใช้กำลังการผลิตระดับใด? — มีแนวโน้มใกล้เคียงกับปีก่อนหน้า โดยยังดำเนินงานที่ระดับ 2 เท่า (Run at 2x) มีแผนเพิ่มแบรนด์ใหม่ในจีนหรือไม่? — ขณะนี้ยังไม่มีแผน เพียงรักษาแบรนด์ Mitsubishi และ MG อยู่ โครงการร่วมทุนในสหรัฐฯ จะเริ่มเห็นรายได้เมื่อใด? — คาดว่าจะเริ่มในไตรมาสแรกของปี 2026 ผลกระทบจากความตึงเครียดกลางตะวันออกกลางมีอะไรบ้าง? — ส่งผลต่อค่าใช้จ่ายและยอดคำสั่งซื้อสินค้าไปยังตลาดภายนอก โดยเฉพาะในประเทศแถบกลางตะวันออกกลาง มีแผนลงทุนในบริษัทต่างประเทศเพิ่มไหม? — มีแผนหาโอกาสลงทุน โดยเฉพาะในช่วงที่มีภาวะขัดแคลนน้ำมันและมอเตอร์โชว์ในไทย แม้ภาพรวมรายได้จะหดตัว แต่การรักษาอัตรากำไรสุทธิไว้ได้ที่ 2.8% และการวางรากฐานธุรกิจในสหรัฐฯ พร้อมเติบโตของชิ้นส่วน EV และโปรตุเกส ทำให้ AH มีมุมมองเชิงบวกในระยะยาว แม้จะต้องจับตาความเสี่ยงจากตลาดจีน มาเลเซีย และภูมิรัฐศาสตร์โลกอย่างใกล้ชิด