2026-08-19T20:59:12+00:00 oppday TFG บริษัท ไทยฟู้ดส์ กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) TFG: ผลงาน Q2/2569 ยังแข็งแกร่ง แม้ราคาหมู-ไก่ลดลง พร้อมเดินหน้าขยายธุรกิจค้าปลีกและอาหารสัตว์ในเวียดนาม TFG: ผลงาน Q2/2569 ยังแข็งแกร่ง แม้ราคาหมู-ไก่ลดลง พร้อมเดินหน้าขยายธุรกิจค้าปลีกและอาหารสัตว์ในเวียดนาม 1. Highlights ธุรกิจครบวงจรและตำแหน่งผู้นำ: TFG เป็นผู้ผลิตไก่และสุกรครบวงจร (ต้นน้ำถึงปลายน้ำ) โดยเป็นอันดับ 3 ในไทยสำหรับธุรกิจไก่ สุกร และอาหารสัตว์ และเป็นอันดับ 3 ในเวียดนามสำหรับธุรกิจสุกร การขยายช่องทางค้าปลีก: บริษัทมีช่องทางการจัดจำหน่ายของตนเอง (ร้านค้าปลีก) ซึ่งมีสัดส่วนรายได้เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง และมีเป้าหมายที่จะขยายสาขาเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ การลงทุนในเวียดนาม: มีการลงทุนในโรงงานอาหารสัตว์และฟาร์มสุกรในเวียดนาม ซึ่งจะช่วยลดต้นทุนการผลิตและเพิ่มประสิทธิภาพในการบริหารจัดการ การบริหารต้นทุนวัตถุดิบ: บริษัทมีการล็อกราคาวัตถุดิบหลักล่วงหน้า (เช่น กากถั่วเหลือง) เพื่อลดความผันผวนของต้นทุน และพยายามใช้วัตถุดิบทางเลือกอื่น ๆ คุณภาพกำไรแข็งแกร่ง: แม้ราคาขายสินค้าเกษตรจะมีความผันผวน แต่บริษัทยังคงรักษาระดับอัตรากำไรขั้นต้น (GP) และอัตรากำไรสุทธิ (NP) ได้ดี โดย GP อยู่ที่ประมาณ 20% และ NP อยู่ที่ประมาณ 10% ในช่วง 6 เดือนแรกของปี 2569 2. Hero Story การขยายธุรกิจค้าปลีก (Retail Shop Expansion) เป็นฮีโร่ของไตรมาสนี้ เนื่องจากสัดส่วนรายได้จากร้านค้าปลีกเพิ่มขึ้นเป็น 48% ใน Q2/2569 จาก 36% ใน Q2/2568 และมีเป้าหมายที่จะขยายสาขาต่อเนื่องไปถึง 875 สาขาในปี 2569 ซึ่งเป็นกลยุทธ์สำคัญในการสร้างรายได้ที่มั่นคงและลดความผันผวนจากราคา Commodity 3. Outlook เป้าหมายการเติบโต: รายได้รวมมี CAGR ประมาณ 16% ในช่วง 5 ปี (2565-2569) และ ROIC ประมาณ 18% (6 เดือนแรกปี 2569) การขยายธุรกิจค้าปลีก: คาดว่าสัดส่วนรายได้จากร้านค้าปลีกจะเพิ่มขึ้นเป็น 50% ภายในสิ้นปี 2569 โดยมีเป้าหมายขยายสาขาเป็น 875 สาขา (จาก 748 สาขาใน Q2/2569) และจะเพิ่มสินค้า House Brand รวมถึงร้านกาแฟเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพพื้นที่ การลงทุนในเวียดนาม: โรงงานอาหารสัตว์ในเวียดนาม (กำลังการผลิต 100,000 ตัน/เดือน) คาดว่าจะเริ่มดำเนินการได้ในเดือนกันยายน 2569 โดยจะใช้กำลังการผลิตเอง 50% และจะเริ่มรับรู้รายได้จากธุรกิจไก่ในเวียดนามใน Q4/2569 และคาดว่าจะมีรายได้ประมาณ 2,000 ล้านบาทต่อปีใน 3 ปีข้างหน้า การบริหารต้นทุน: จะมีการล็อกราคาวัตถุดิบหลักล่วงหน้าไปจนถึงปีหน้า และใช้พลังงานแสงอาทิตย์เพื่อลดค่าใช้จ่ายไฟฟ้า รวมถึงควบคุม SG&A ให้ต่ำกว่า 8% การกระจายความเสี่ยง: มีแผนสำรวจตลาดใหม่ในต่างประเทศเพื่อกระจายความเสี่ยง และลดการขายสุกรมีชีวิตโดยเปลี่ยนไปขายสุกรชำแหละผ่านร้านค้าปลีกเพื่อลดความผันผวนของราคา 4. ความเสี่ยง ความผันผวนของราคา Commodity: ราคาไก่และสุกรในตลาดมีความผันผวนสูง ซึ่งส่งผลกระทบโดยตรงต่ออัตรากำไรของบริษัท (0:54) ต้นทุนวัตถุดิบ: ราคาวัตถุดิบหลัก เช่น ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์และกากถั่วเหลือง มีแนวโน้มปรับตัวสูงขึ้น ซึ่งอาจกดดันอัตรากำไรขั้นต้น (1:40) สภาพอากาศและโรคระบาด: สภาพอากาศที่ไม่เอื้ออำนวย (เช่น ฝนตกหนัก น้ำท่วม) และโรคระบาดในสัตว์ (เช่น ASF ในเวียดนาม) อาจส่งผลกระทบต่อปริมาณผลผลิตและต้นทุนการผลิต (3:00) กำลังซื้อภายในประเทศ: กำลังซื้อของผู้บริโภคที่อ่อนตัวลงส่งผลให้ยอดขายเฉลี่ยต่อสาขา (Same Store Sales Growth) ติดลบใน Q2/2569 (3:19) การแข่งขันในธุรกิจค้าปลีก: การขยายสาขาอย่างรวดเร็วอาจนำไปสู่การแข่งขันที่สูงขึ้นและส่งผลกระทบต่อยอดขายต่อสาขาเดิม 5. Q&A Highlights 1. Q: ร้านค้าปลีกมีรายได้ Q2/2569 เติบโตประมาณ 30% โดยจำนวนสาขา ณ สิ้นปี 2568 อยู่ที่ 748 สาขา อยากทราบว่า Revenue Growth มาจากอะไรบ้าง? (28:10) A: การเติบโตหลักมาจากจำนวนสาขาที่เพิ่มขึ้น อย่างไรก็ตาม Same Store Sales Growth (SSSG) ใน Q2/2569 ติดลบประมาณ 5% ในเชิงมูลค่า แต่ในเชิงปริมาณยังเติบโตได้ประมาณ 5% (28:37) 2. Q: แนวโน้มต้นทุนวัตถุดิบหลัก เช่น ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์และกากถั่วเหลือง ในช่วงครึ่งปีหลังเป็นอย่างไร และจะลดแรงกดดันต่อกำไรขั้นต้นหรือไม่? (32:34) A: สำหรับกากถั่วเหลือง บริษัทได้ล็อกราคาวัตถุดิบไปถึง Q3 ปีหน้าแล้ว จึงไม่ได้รับผลกระทบจากราคาที่ปรับขึ้น ส่วนข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ราคาเคยขึ้นไปสูงสุดที่ 13 บาท แต่ปัจจุบันลดลงมาอยู่ที่ 9.9 บาท และคาดว่า Q4 จะลดลงอีกเหลือประมาณ 9.5 บาท นอกจากนี้ยังมีการนำเข้าข้าวโพดจากอเมริกาในราคาประมาณ 9 บาท/ตัน ซึ่งจะช่วยให้ต้นทุนครึ่งปีหลังดีกว่าครึ่งปีแรกประมาณ 2-3% (32:43) 3. Q: Super El Niño จะส่งผลต่อราคาข้าวโพดและกากถั่วเหลืองอย่างไร และบริษัทมีแผนรับมืออย่างไร? (33:41) A: บริษัทติดตามสถานการณ์ Super El Niño อย่างใกล้ชิด และได้ล็อกราคาวัตถุดิบไปถึง Q3 ปีหน้าแล้ว หากมีโอกาสจะล็อกเพิ่ม นอกจากนี้ยังพยายามใช้วัตถุดิบทางเลือกอื่น เช่น ข้าวสาลีและมันสำปะหลัง เพื่อบริหารจัดการต้นทุนในระยะยาว (33:57) 4. Q: สัดส่วนหนี้สินที่มีภาระดอกเบี้ยที่ครบกำหนดชำระใน 1 ปี คิดเป็นประมาณ 60% ของหนี้สินที่มีภาระดอกเบี้ยทั้งหมด บริษัทมีแนวโน้มหรือวิธีจัดการอย่างไร? (38:07) A: หนี้สินระยะสั้นส่วนใหญ่เป็น Working Capital สำหรับการซื้อวัตถุดิบ ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของการดำเนินธุรกิจปกติ และมีสัดส่วนหนี้สินระยะยาวประมาณ 15-16% ของหนี้สินรวม นอกจากนี้ หนี้สินบางส่วนเป็นหนี้สินตามมาตรฐานบัญชี IFRS 16 ซึ่งเป็นการบันทึกทางบัญชีแต่ไม่มีการจ่ายจริง (38:21) 5. Q: ภายใต้แผนการลงทุนในปัจจุบัน บริษัทมอง Dividend Payout Ratio สำหรับปี 2569 ไว้ที่ระดับใด และจะบริหารความสมดุลระหว่างการจ่ายปันผลและการลงทุนเพื่อการเติบโตอย่างไร? (39:29) A: นโยบายการจ่ายปันผลเบื้องต้นอยู่ที่ประมาณ 50% ของกำไรสุทธิของงบเฉพาะกิจการ อย่างไรก็ตาม การจ่ายปันผลขึ้นอยู่กับการอนุมัติของคณะกรรมการบริษัทและผู้ถือหุ้น (39:42)