Digg · aioMax Original News
คลังข่าวต้นฉบับที่ระบบ aioMax เขียนเอง (fin / fin-us / oppday / iaa / iaajump / AiOMax) — ไม่รวมข่าวสื่อภายนอก · Server-rendered สำหรับ SEO, AI crawler และ bot
Express Lane: หน้านี้เป็น HTML เต็ม (SSR) — มีเวอร์ชัน Markdown สำหรับ AI crawler
oppday TU บริษัท ไทยยูเนี่ยน กรุ๊ป จำกัด (มหาชน)

TU: ผลงาน Q2/2569 เติบโตแข็งแกร่งจากยอดขายและอัตรากำไรขั้นต้นสูงสุดเป็นประวัติการณ์ พร้อมปรับเป้าหมายปี 2569 ขึ้น

TU: ผลงาน Q2/2569 เติบโตแข็งแกร่งจากยอดขายและอัตรากำไรขั้นต้นสูงสุดเป็นประวัติการณ์ พร้อมปรับเป้าหมายปี 2569 ขึ้น 1. Highlights การเติบโตของยอดขายที่ขับเคลื่อนด้วยปริมาณ: ยอดขายเติบโตต่อเนื่องเป็นไตรมาสที่ 10 ติดต่อกัน โดยได้รับแรงหนุนจากอุปสงค์ที่แข็งแกร่งในทุกหมวดหมู่หลัก ยกเว้นธุรกิจอาหารแช่แข็ง (Frozen) ที่ลดลงเล็กน้อย อัตรากำไรขั้นต้น (GPM) สูงสุดเป็นประวัติการณ์: GPM แตะระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ที่ 21.4% ซึ่งสูงกว่าเป้าหมายปี 2569 และสอดคล้องกับเป้าหมายปี 2573 โดยได้รับแรงหนุนจากราคาขายที่เพิ่มขึ้น การบริหารจัดการต้นทุนวัตถุดิบที่มีประสิทธิภาพ และประสิทธิภาพการดำเนินงานที่ดีขึ้น การบริหารจัดการหนี้ที่มีวินัย: อัตราส่วนหนี้สินสุทธิต่อส่วนของผู้ถือหุ้น (Net Debt to Equity) ลดลงเหลือ 1.15 เท่า จาก 1.18 เท่า ณ สิ้นปี 2568 สะท้อนถึงสถานะทางการเงินที่แข็งแกร่งและสภาพคล่องที่ดี การจ่ายเงินปันผลที่สม่ำเสมอ: มีการจ่ายเงินปันผลระหว่างกาลสำหรับครึ่งปีแรกที่ 0.40 บาทต่อหุ้น ซึ่งเป็นการจ่ายเงินปันผลระหว่างกาลที่สูงที่สุดนับตั้งแต่ปี 2565 และเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ 14.3% จากปีก่อนหน้า โดยมีอัตราผลตอบแทนเงินปันผลที่น่าสนใจ 3.4% ปัจจัยหนุนเชิงบวกในอนาคต: ได้แก่ ต้นทุนวัตถุดิบที่ลดลง (โดยเฉพาะกุ้งและราคาปลาทูน่าที่บริหารจัดการได้) ค่าเงินบาทที่อ่อนค่าลงเมื่อเทียบกับดอลลาร์สหรัฐฯ แนวโน้มการบริโภคปลาซาร์ดีนและปลาแมคเคอเรลที่เพิ่มขึ้น การขอคืนภาษีจากสหรัฐฯ และการเจรจา FTA ระหว่างสหราชอาณาจักร-ไทย และ EU-ไทย ที่อาจช่วยเพิ่มการเข้าถึงตลาดและความสามารถในการแข่งขัน 2. Hero Story อัตรากำไรขั้นต้น (GPM) สูงสุดเป็นประวัติการณ์ที่ 21.4% ถือเป็นความสำเร็จที่โดดเด่นที่สุดในไตรมาสนี้ เนื่องจากเป็นผลลัพธ์จากการบริหารจัดการราคาขายและต้นทุนวัตถุดิบอย่างมีวินัย รวมถึงประสิทธิภาพการดำเนินงานที่เพิ่มขึ้น ซึ่งส่งผลให้บริษัทมีผลกำไรที่แข็งแกร่งและเกินเป้าหมายที่ตั้งไว้ 3. Outlook เป้าหมายยอดขายปี 2569: ปรับเพิ่มขึ้นเป็น +4% ถึง +6% เมื่อเทียบกับปีก่อน (จากเดิม +3% ถึง +4%) โดยได้รับแรงหนุนจากปริมาณยอดขายที่เพิ่มขึ้นในทุกหมวดหมู่หลัก อุปสงค์ที่แข็งแกร่งในธุรกิจ Ambient, Frozen และ PetCare และค่าเงินบาทที่อ่อนค่าลง เป้าหมายอัตรากำไรขั้นต้น (GPM): ปรับเพิ่มขึ้นเป็น 19.5% ถึง 20.5% (จากเดิม 19% ถึง 20%) โดยได้รับแรงหนุนจากอัตรากำไรที่แข็งแกร่งขึ้นในธุรกิจ Ambient และ Frozen สัดส่วนผลิตภัณฑ์พรีเมียมที่เพิ่มขึ้น และการบริหารจัดการต้นทุนการผลิตที่มีประสิทธิภาพ ค่าใช้จ่ายในการขายและบริหาร (SG&A) ต่อรายได้: คาดการณ์ที่ 13.5% ถึง 14.5% โดยได้รับผลกระทบเต็มปีจากภาษีนำเข้าของสหรัฐฯ จากประเทศไทย การลงทุนด้านการตลาดที่สูงขึ้นเพื่อสนับสนุนการเติบโตของผลิตภัณฑ์แบรนด์ และต้นทุนการเปลี่ยนแปลงที่ต่ำลง ค่าใช้จ่ายลงทุน (CAPEX): ปรับลดลงเป็น 5.0 พันล้านบาท ถึง 5.5 พันล้านบาท (จากเดิม 5.5 พันล้านบาท ถึง 6.0 พันล้านบาท) โดย CAPEX ปีนี้เพิ่มขึ้นจากการเก็บตก CAPEX ปี 2568 และรวมถึงการลงทุนปกติ การลงทุนเพิ่มเติมสำหรับโรงงานอาหารสัตว์ใหม่ในเอกวาดอร์ การสร้างคลังสินค้าอัตโนมัติสำหรับ PetCare และการขยายโรงงานบรรจุภัณฑ์ใหม่ นโยบายเงินปันผล: ยังคงนโยบายการจ่ายเงินปันผลอย่างน้อย 50% ของกำไรสุทธิ 4. ความเสี่ยง ความผันผวนของราคาวัตถุดิบ: ราคาปลาทูน่ามีความผันผวนสูง โดยได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ทางภูมิรัฐศาสตร์และความไม่แน่นอนต่างๆ อุปสงค์ที่ลดลงในบางตลาด: ธุรกิจอาหารแช่แข็ง (Frozen) มียอดขายลดลงในตลาดสหรัฐฯ และอาหารทะเลแช่แข็งและปลาแซลมอนแช่เย็นได้รับผลกระทบจากอุปสงค์ที่ลดลงเนื่องจากความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ แรงกดดันด้านอัตรากำไรในธุรกิจ Value-added: อัตรากำไรขั้นต้นของธุรกิจ Value-added ลดลงเนื่องจากสัดส่วนผลิตภัณฑ์ที่ไม่เอื้ออำนวยและราคาอะลูมิเนียมที่เพิ่มขึ้น ผลกระทบจากภาษีนำเข้าของสหรัฐฯ: การปรับภาษีนำเข้าของสหรัฐฯ มีผลกระทบต่อยอดขายและต้นทุนของบริษัท ความเสี่ยงจากปรากฏการณ์เอลนีโญ: คาดการณ์ว่าปรากฏการณ์ Super El Niño อาจเกิดขึ้นในไตรมาส 4/2569 ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อปริมาณการจับปลาและทำให้ราคาปลาทูน่าสูงขึ้น 5. Q&A Highlights Q: ผลกระทบจากภาษีนำเข้าของสหรัฐฯ และแผนรับมือเป็นอย่างไร? (34:28) * A: ในไตรมาส 2/2569 บริษัทได้รับเงินคืนภาษีแล้ว แต่ส่วนใหญ่จะถูกส่งคืนให้กับลูกค้า ดังนั้นผลกระทบต่อกำไรสุทธิของบริษัทจึงไม่มากนัก สำหรับไตรมาส 3/2569 คาดว่าจะไม่มีผลกระทบอย่างมีนัยสำคัญ เนื่องจากส่วนใหญ่ได้รับคืนในไตรมาส 2 แล้ว บริษัทได้วางแผนรับมือเรื่องนี้มาตั้งแต่แรก โดยสามารถโยกย้ายการผลิตสินค้าบางประเภทมายังประเทศไทยเพื่อส่งออกได้ และยังคงรักษาความสามารถในการแข่งขันไว้ได้ Q: แนวโน้มราคาปลาทูน่าและกุ้งในครึ่งปีหลังเป็นอย่างไร? (26:05) * A: ราคาปลาทูน่าในไตรมาส 2/2569 อยู่ที่ประมาณ 1,760 เหรียญสหรัฐฯ ต่อตัน และเริ่มเห็นแนวโน้มเพิ่มขึ้นในเดือนกรกฎาคม เนื่องจากความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ที่เพิ่มขึ้นทำให้ต้นทุนเชื้อเพลิงในการจับปลาสูงขึ้น อย่างไรก็ตาม คาดว่าราคาจะลดลงในช่วงปลายปีเนื่องจากปรากฏการณ์เอลนีโญที่คาดว่าจะเกิดขึ้นในไตรมาส 4/2569 ซึ่งจะทำให้อุณหภูมิน้ำทะเลสูงขึ้น ปลาจะว่ายน้ำลึกลงไป ทำให้จับได้ยากขึ้น และราคาปลาจะสูงขึ้นอีกครั้ง แต่บริษัทจะบริหารจัดการต้นทุนเฉลี่ยให้ดีขึ้น สำหรับราคากุ้งในไตรมาส 2/2569 อยู่ที่ 128 บาทต่อกิโลกรัม ซึ่งเป็นจุดต่ำสุดของปีนี้ เนื่องจากเป็นช่วงฤดูเก็บเกี่ยวใหญ่ในไตรมาส 2 และจะเริ่มสูงขึ้นในไตรมาส 3 และ 4 Q: Gross Profit Margin (GPM) ในไตรมาส 2/2569 ที่สูงถึง 21.4% จะสามารถรักษาระดับนี้ไว้ได้หรือไม่? (25:14) * A: บริษัทไม่คาดว่า GPM ในไตรมาส 3 และ 4 จะสูงเท่ากับไตรมาส 2 เนื่องจากไตรมาส 2 ได้รับประโยชน์จากต้นทุนปลาทูน่าในสต็อกที่ต่ำมาก อย่างไรก็ตาม GPM ในครึ่งปีหลังจะยังคงดีกว่าครึ่งปีแรก โดยได้รับแรงหนุนจากราคาขายที่เพิ่มขึ้น การบริหารจัดการต้นทุนที่มีประสิทธิภาพ และการดำเนินโครงการ Transformation ภายในที่เริ่มเห็นผลผลิต (yield) ที่ดีขึ้น ซึ่งจะช่วยสนับสนุน GPM โดยรวมของปี 2569 ให้ดีขึ้น Q: Net Debt to EBITDA และ Net Debt to Equity จะกลับสู่กรอบเป้าหมายเมื่อใด? (32:53) * A: ณ สิ้นไตรมาส 2/2569 Net Debt to Equity อยู่ที่ 1.15 เท่า ซึ่งลดลงจาก 1.18 เท่า ณ สิ้นปี 2568 และคาดว่าจะกลับสู่ระดับ 1.1 เท่าตามเป้าหมายภายในสิ้นปีนี้ โดยได้รับแรงหนุนจากส่วนของผู้ถือหุ้นที่เพิ่มขึ้นและ Free Cash Flow ที่เป็นบวก ส่วน Net Debt to EBITDA อยู่ที่ 4.9 เท่า ซึ่งยังคงสูงกว่ากรอบเป้าหมายที่ 3.5-4.0 เท่า แต่บริษัทจะบริหารจัดการให้กลับสู่เป้าหมายภายในสิ้นปีนี้ โดยทุกอย่างยังคงเป็นไปตามแผนที่วางไว้ Q: แผนการขยายธุรกิจในยุโรปและสหรัฐฯ เป็นอย่างไร? (39:15) * A: การเจรจา FTA ระหว่างสหราชอาณาจักร-ไทย และ EU-ไทย ที่กำลังดำเนินอยู่ หากสำเร็จจะเป็นผลดีต่อบริษัทอย่างแน่นอน เนื่องจากยุโรปเป็นตลาดส่งออกที่สำคัญของบริษัท และบริษัทมีฐานการผลิตในยุโรปอยู่แล้ว ซึ่งจะช่วยเพิ่มโอกาสในการเข้าถึงตลาดและความสามารถในการแข่งขัน