Digg · aioMax Original News
คลังข่าวต้นฉบับที่ระบบ aioMax เขียนเอง (fin / fin-us / oppday / iaa / iaajump / AiOMax) — ไม่รวมข่าวสื่อภายนอก · Server-rendered สำหรับ SEO, AI crawler และ bot
Express Lane: หน้านี้เป็น HTML เต็ม (SSR) — มีเวอร์ชัน Markdown สำหรับ AI crawler
fin BYD บริษัทหลักทรัพย์ บียอนด์ จำกัด (มหาชน)

BYD ขาดทุนลดลง! ปี 68 รายได้โต แต่เจอพิษ TSB ฉุดกำไร

BYD กลับมาตั้งหลัก! ขาดทุนลดลง 3,000 ล้าน พร้อมโหมขยาย AUM เป็น 2 หมื่นล้านในปีงบฯ 2568 บริษัทหลักทรัพย์บียอนจำกัดมหาชน (BYD) โชว์สัญญาณฟื้นตัวอย่างชัดเจนในปีงบประมาณ พ.ศ. 2568 หลังจากประสบภาวะขาดทุนสูงถึง 5,700 ล้านบาทในปีก่อนหน้า จากผลกระทบการตั้งสำรองเพิ่มเติมด้านธุรกิจปล่อยเงินกู้ให้บริษัทในเครือไทยสมัยบัตร อย่างไรก็ตาม ผลประกอบการในปีนี้ปรับตัวดีขึ้นอย่างรุนแรง โดยขาดทุนสุทธิลดลงเหลือเพียง 2,760 ล้านบาท หรือลดลงถึง 3,000 ล้านบาทจากปีก่อน และกำไรจากการดำเนินงาน (EBIT) ปรับตัวดีขึ้นจากขาดทุน 2,760 ล้านบาท เป็นขาดทุนเพียง 276 ล้านบาทเท่านั้น สะท้อนถึงการฟื้นตัวของ Core Business หลังการควบรวมกิจการกับบริษัทหลักทรัพย์คิงฟอร์ดอย่างสมบูรณ์ในไตรมาสสอง “การควบรวมกับคิงฟอร์ดไม่ใช่แค่การรวมชื่อ แต่คือการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างธุรกิจครั้งใหญ่ที่ทำให้ BYD กลับมาอยู่ในเส้นทางของความมั่นคง” หลังการควบรวม ธุรกิจหลักทรัพย์ของ BYD ได้รับการเสริมพลังจากฐานลูกค้าใหม่กว่า 5% และมีการกระจายรายได้ระหว่างธุรกิจโบรกเกอร์เลจและ Wealth Management อย่างสมดุล โดยแต่ละส่วนมีรายได้เฉลี่ยประมาณ 800 ล้านบาทและ 400 ล้านบาท หรือคิดเป็นสัดส่วน 50% ต่อ 50% ของรายได้รวมจากธุรกิจหลัก ซึ่งช่วยลดความเสี่ยงจากการพึ่งพาเพียงกลุ่มลูกค้าเดียว และเพิ่มความยืดหยุ่นต่อสภาพตลาดที่ผันผวน โดยเฉพาะในช่วงที่อัตราค่าคอมมิชชันเฉลี่ยของอุตสาหกรรมลดลงอย่างต่อเนื่อง “AUM เพิ่มจาก 13,000 ล้านบาท เป็น 20,000 ล้านบาท คือเครื่องหมายชัดเจนว่า BYD ไม่ได้แค่ฟื้นตัว แต่กำลังเติบโตอย่างมีรากฐาน” ดัชนีความมั่นคงทางการเงินของบริษัทปรับตัวดีขึ้นอย่างชัดเจน โดยอัตราส่วน Net Capital Ratio (NCR) เพิ่มจาก ~7% ในปีก่อนหน้า เป็นมากกว่า 14% ในปีงบประมาณ พ.ศ. 2568 สะท้อนถึงการปรับโครงสร้างเงินทุนที่มีประสิทธิภาพ และความมั่นคงของฐานสินทรัพย์ภายใต้การดูแล (AUM) ที่ขยายตัวอย่างต่อเนื่อง ขณะเดียวกัน บริษัทยังคงมีสำรองเงินไว้ประมาณ 3,400 ล้านบาท เพื่อรับมือกับเหตุการณ์เลวร้ายสุดขั้วจากธุรกิจปล่อยเงินกู้ให้ไทยสมัยบัตร ซึ่งเป็นสาเหตุหลักของขาดทุนในปีก่อนหน้า “การควบรวมกับคิงฟอร์ดคือจุดเปลี่ยน แต่การควบรวมอีก 5–6 แห่งในอนาคตคือหัวใจของความยั่งยืน” BYD วางเป้าหมายระยะยาวอย่างชัดเจนในการสร้าง “Economic of Scale” โดยมีแผนควบรวมหรือพาร์ทเนอร์กับบริษัทหลักทรัพย์อื่นๆ อีกประมาณห้า-หกแห่งในอนาคต เพื่อลดต้นทุนการดำเนินงาน และเพิ่มประสิทธิภาพในการให้บริการลูกค้า พร้อมทั้งขยายธุรกิจ Wealth Management ผ่านผลิตภัณฑ์ใหม่ เช่น โซลาร์บลูกท็อป และการขายประกันภัยผ่านระบบขนส่งสาธารณะอย่างรถเมล์ ซึ่งสะท้อนถึงความกล้าทดลองโมเดลธุรกิจใหม่ที่ไม่เหมือนใคร เจาะประเด็นร้อน (Q&A) ควบรวมกับคิงฟอร์ดแล้วหรือยัง? ใช่แล้ว การควบรวมเสร็จสมบูรณ์ในไตรมาสที่สองของปีงบฯ 2568 โดยบริษัทหลักทรัพย์คิงฟอร์ดถูกโอนพนักงาน ธุรกิจ และลูกค้าไปยัง BYD และเปลี่ยนชื่อเป็น “บริษัทหลักทรัพย์นิวบียอน” AUM จะเพิ่มขึ้นเท่าไหร่? จาก 13,000 ล้านบาท ในปีก่อนหน้า เพิ่มเป็น 20,000 ล้านบาท ในปีงบฯ 2568 ธุรกิจหลักทรัพย์จะกำไรได้ไหม? มีแนวโน้มดีขึ้นอย่างชัดเจน โดยเฉพาะในปีงบฯ 2569 จากฐานลูกค้าใหม่กว่า 5% และโครงสร้างรายได้ที่สมดุล มีแผนควบรวมกับโบรกเกอร์อื่นไหม? มี เป้าหมายควบรวมหรือพาร์ทเนอร์กับบริษัทหลักทรัพย์อื่นๆ อีกประมาณ 5–6 แห่ง มีการตั้งสำรองเพิ่มไหม? มีสำรองไว้ประมาณ 3,400 ล้านบาท เพื่อรับมือเหตุการณ์เลวร้ายจากธุรกิจปล่อยเงินกู้ให้ไทยสมัยบัตร ขยาย Wealth Management ไหม? มี โดยเฉพาะผ่านผลิตภัณฑ์ใหม่ เช่น โซลาร์บลูกท็อป และการขายประกันผ่านรถเมล์ เปลี่ยนชื่อบริษัทไหม? มีการส่งประกวดชื่อ เช่น “New Beyond”, “Beyond Wealth” แต่ยังไม่ประกาศอย่างเป็นทางการ สรุปภาพรวม BYD ไม่ใช่แค่ฟื้นตัวจากภาวะขาดทุน แต่กำลังเปลี่ยนแปลงโครงสร้างธุรกิจอย่างมีนัยสำคัญ โดยใช้การควบรวมเป็นเครื่องมือหลักในการสร้างความแข็งแกร่ง พร้อมวางรากฐานสู่อนาคตที่เติบโตอย่างยั่งยืนด้วย AUM เป้าหมาย 20,000 ล้านบาท และแผนควบรวมอีก 5–6 แห่งในระยะยาว