2026-02-25T23:40:33+00:00 fin PMC บริษัท พีเอ็มซี เลเบิล แมททีเรียลส์ จำกัด (มหาชน) PMC กำไรปี 68 โต 33.3% ทะลุ 61.92 ล้านบาท! PMC ผ่าแนวคิด “One Stop Solution” งบ 2568 ฟันยอด 4.2 พันล้านบาท บริษัท พีเอ็มซีเลเบิลแมททีเรียลส์จำกัด (มหาชน) หรือ PMC แจ้งความสำเร็จจากการดำเนินงานในปีงบประมาณ 2568 (ค.ศ. 2025) ที่ผ่านมา บริษัทฯ มุ่งเน้นการเป็น "One Stop Solution Provider" ในภูมิภาคอาเซียน พร้อมทั้งขับเคลื่อนด้วยนวัตกรรมเทคโนโลยีที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม (Sustainability) เช่น การลงทุนในระบบพลังงานแสงอาทิตยแบบปิด (Solar Loop Top) และการรับรองมาตรฐาน ESG จากสถาบันภายนอก เช่น APR และ FSC การเปลี่ยนแปลงโครงสร้างธุรกิจจากรูปแบบ Family-Owned สู่การเป็นบริษัทในกลุ่ม Silicon Club เป็นอีกหนึ่งปัจจัยสำคัญที่ส่งผลต่อการเติบโตของ PMC โดยเฉพาะอย่างยิ่งกลุ่มผลิตภัณฑ์ Specialty Label ที่แสดงให้เห็นถึงโมเมนตัมที่แข็งแกร่งอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะช่วงไตรมาสแรกของปีที่ผ่านมาที่ยังคงรักษาระดับการเติบโตที่ 20–30% ซึ่งเป็นสัญญาณการฟื้นตัวที่น่าสนใจ “เรามุ่งมั่นที่จะรักษาตำแหน่งผู้นำในตลาด Specialty Label และขยายฐานลูกค้าของเราให้ครอบคลุมทั่วทั้งภูมิภาคอาเซียน” ผลการดำเนินงานในปี 2568 แสดงให้เห็นถึงรายได้รวมอยู่ที่ 4,199 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 3.9% เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า ที่มีมูลค่า 4,039 ล้านบาท โดยกำไรจากการดำเนินงาน (EBLICore Profit) เพิ่มขึ้นเป็น 1,832 ล้านบาท และกำไรสุทธิแตะระดับ 619 ล้านบาท สะท้อนถึงประสิทธิภาพในการจัดการต้นทุนและบริหารจัดการธุรกิจอย่างมีวินัย นอกจากนี้ บริษัทฯ ยังสามารถรักษาอัตราการใช้กำลังการผลิต (Utilization Rate) ไว้ได้ในระดับ 85% พร้อมกับ Order Book ที่เต็มไปด้วยออเดอร์รอการผลิต ทำให้มั่นใจว่าผลประกอบการในอนาคตจะยังคงเติบโตอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะอย่างยิ่งการขยายตัวของกลุ่มผลิตภัณฑ์ Specialty Label ที่มีสัดส่วนรายได้เพิ่มขึ้นจาก 14% ในปีก่อนหน้าเป็น 19% ในปีนี้ ซึ่งเป็นปัจจัยขับเคลื่อนกำไรระยะยาวที่สำคัญของบริษัท “การมุ่งเน้นไปที่ผลิตภัณฑ์มูลค่าเพิ่มและการบริหารจัดการต้นทุนอย่างมีประสิทธิภาพ เป็นหัวใจสำคัญในการขับเคลื่อนการเติบโตของ PMC” อย่างไรก็ตาม รายได้จาก Export ลดลง 19.8% จาก 2,298 ล้านบาทในปี 2567 เป็น 2,385 ล้านบาทในปี 2568 ซึ่งเป็นผลมาจากความชะลอตัวของตลาดฉลากโลก รวมถึงผลกระทบจากสถานการณ์เศรษฐกิจในประเทศเพื่อนบ้าน เช่น ไทย มาเลเซีย และสิงคโปร์ ซึ่งเป็นความท้าทายที่บริษัทฯ ต้องหาแนวทางในการปรับตัวเพื่อรักษาความสามารถในการแข่งขันในระยะยาว การปรับตัวอย่างยืดหยุ่นต่อปัจจัยภายนอกเป็นอีกหนึ่งกลยุทธ์สำคัญของ PMC โดยบริษัทฯ ได้พิจารณาล้มเลิกแผนการขยายฐานตลาดในเวียดนามและอินโดนีเซียเนื่องจากความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจในภูมิภาค แต่ยังคงมุ่งเน้นการยกระดับยอดขายภายในประเทศและติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด เพื่อรอจังหวะโอกาสในการขยายตลาดในอนาคต ความขัดแย้งในภูมิภาคตะวันออกกลางส่งผลกระทบต่อราคาวัตถุดิบบางกลุ่ม แต่ PMC สามารถบริหารจัดการความเสี่ยงได้อย่างมีประสิทธิภาพผ่านการล็อกซัพพลายและคู่ค้าระยะยาว โดยมีสัญญาจองไว้ล่วงหน้าอย่างน้อย 6 เดือน ซึ่งช่วยลดความผันผวนของต้นทุนและรักษาความสามารถในการทำกำไร “การบริหารความเสี่ยงอย่างมีประสิทธิภาพและการสร้างความสัมพันธ์อันแข็งแกร่งกับคู่ค้า เป็นปัจจัยสำคัญในการรับมือกับความผันผวนของตลาด” เจาะประเด็นร้อน (Q&A) Q: ปีนี้รายได้รวมลดลง 6% YoY จากปีก่อนหน้า แต่บริษัทตั้งเป้าเติบโตดีบ้างในปี 2569 โดยมีโมเมนตัมจากกลุ่ม Specialty Label เติบโตอย่างต่อเนื่อง คุณเห็นว่าปัจจัยหลักที่ขับเคลื่อนยอดขายกลับมาโตแรงในไตรมาสแรกของปีนี้ได้อย่างไรบ้างครับ? A: บริษัทมองว่าตลาดฉลาดยังคงมีความต้องการอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะในกลุ่มอุปโภคบริโภค และบริษัทคาดว่าจะโตกลับมาในปี 2569 จากการขยายฐานลูกค้าเดิมและส่งเสริมโซลูชันที่แตกต่างจากคู่แข่ง โดยเน้นผลิตภัณฑ์มูลค่าเพิ่มอย่างฟิล์มเบสและ Specialty Label Q: อัตราการเติบโตของกลุ่ม Specialty Label ในไตรมาสแรกของปีนี้ยังคงรักษาระดับโมเมนตัมไว้ที่ 20–30% เหมือนปีก่อนหรือไม่ครับ? A: ใช่ครับ ณ เวลาปัจจุบันยังคงรักษาระดับโมเมนตัมไว้อยู่ในช่วง 20–30% โดยมีการปรับตัวลดลงเล็กน้อยตามสภาวะตลาดทั่วไป แต่ยังไม่มีผลกระทบสำคัญต่อโมเมนตัมโดยรวม Q: การขยายตลาดในเวียดนามและอินโดนีเซียถูกชะลอไว้ชั่วคราวหรือไม่ครับ? A: ใช่ครับ การขยายฐานตลาดในเวียดนามและอินโดนีเซียถูกชะลอไว้ชั่วคราวเนื่องจากความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจในภูมิภาคนี้ โดยบริษัทเน้นยกระดับยอดขายภายในประเทศและติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด Q: สถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลางส่งผลต่อราคาวัตถุดิบเฉพาะกลุ่มฟิล์มและเคมีพันกาวอย่างไรครับ และมีการทำสัญญาจองล่วงหน้าไว้เมื่อไหร่มั้ยครับ? A: สถานการณ์ตะวันออกกลางตึงเครียดส่งผลให้มีความผันผวนของราคาวัตถุดิบบางกลุ่ม แต่บริษัทสามารถบริหารจัดการได้ดี โดยมีการล็อกซัพพลายและ allocation ไว้ล่วงหน้าอย่างน้อย 6 เดือน Q: Outlook กำไรสุทธิในไตรมาสแรกของปีนี้จะเติบโตเท่ากับ 15% เมื่อเทียบกับไตรมาสสี่ของปีที่แล้วได้หรือไม่ครับ? A: จากการติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะจากปัจจัยภายนอกและบริษัทสามารถบริหารงานได้อย่างมีประสิทธิภาพในปีก่อน จึงคาดว่าตลาดยังคงโตและกำไรสุทธิจะเติบโตอย่างน้อย 15% PMC ตั้งเป้าหมายที่จะเติบโตในระดับ Double Digit ในระยะยาว โดยยังคงมุ่งเน้นไปที่การขยายฐานลูกค้าในภูมิภาคอาเซียนผ่านกลยุทธ์ One Stop Solution Provider พร้อมทั้งเฝ้าระวังปัจจัยความเสี่ยงต่างๆ ที่อาจส่งผลกระทบต่อการดำเนินงานของบริษัทฯ ในอนาคต เช่น การเปลี่ยนแปลงนโยบายเศรษฐกิจในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ การแข่งขันจากคู่แข่งต่างชาติ และความผันผวนของราคาวัตถุดิบ