Digg · aioMax Original News
คลังข่าวต้นฉบับที่ระบบ aioMax เขียนเอง (fin / fin-us / oppday / iaa / iaajump / AiOMax) — ไม่รวมข่าวสื่อภายนอก · Server-rendered สำหรับ SEO, AI crawler และ bot
Express Lane: หน้านี้เป็น HTML เต็ม (SSR) — มีเวอร์ชัน Markdown สำหรับ AI crawler
fin TMT บริษัท ทีเอ็มที สตีล จำกัด (มหาชน)

TMT พลิกกำไรแรง! ปี 68 กำไรสุทธิ 97.67 ล้านบาท โตกว่า 325% แม้รายได้รวมลดลง

TMT พลิกโฉม! จากขาดทุนสู่กำไร 98 ล้านบาท ท่ามกลางความท้าทายเศรษฐกิจ บริษัท ทีเอ็มทีสตีลจำกัดม้าชน (TMT) สร้างประวัติศาสตร์หน้าใหม่ในตลาดทุน โดยสามารถพลิกกลับจากผลประกอบการขาดทุนในปี 2567 มาเป็นกำไรสุทธิถึง 98 ล้านบาท ในปี 2568 (ค.ศ. 2025) ตอกย้ำความสามารถในการปรับตัว และรับมือกับความผันผวนของเศรษฐกิจโลก แม้ยอดขายจะเพิ่มขึ้นเพียง 6.4% จากปีก่อนหน้า ที่ 81,300 ตัน แต่การบริหารจัดการต้นทุน และการปรับปรุงประสิทธิภาพการผลิตอย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้ TMT กลับมาสร้างความประทับใจให้กับนักลงทุนได้อย่างมาก กลยุทธ์ "เป็นทรัสเต็ดพาร์ทเนอร์" ยังคงเป็นหัวใจสำคัญของ TMT ที่มุ่งเน้นการสร้างความเชื่อมั่นระยะยาวกับลูกค้า ผ่านบริการครบวงจร ความต่อเนื่องของสินค้า และคุณภาพมาตรฐานสูงสุด โดยเฉพาะอย่างยิ่งภายหลังวิกฤตการณ์ภัยพิบัติทางธรรมชาติ เช่น แผ่นดินไหวและน้ำท่วม ที่ตอกย้ำถึงความสำคัญของความน่าเชื่อถือในผลิตภัณฑ์เหล็ก การพลิกโฉมจากสถานการณ์ขาดทุนสู่การทำกำไรได้สำเร็จ ถือเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญที่แสดงถึงความแข็งแกร่ง และความมุ่งมั่นของ TMX ในการเติบโตอย่างยั่งยืน "การพลิกโฉมภาพรวมผลประกอบการจากขาดทุนสู่กำไรสุทธิ และการยกระดับความยั่งยืนด้านสิ่งแวดลอง โดยลดคาร์บอนอินเทนซิตี้ลง 13% จากปีฐาน ถือเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญของ TMT ในปีนี้" ผลประกอบการที่แข็งแกร่งนี้ สะท้อนให้เห็นถึงความสามารถในการบริหารจัดการอย่างมีประสิทธิภาพ โดยในปี 2568 รายได้รวมของ TMT อยู่ที่ 1,760 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปีก่อนหน้า (ซึ่งไม่มีข้อมูลระบุ) อย่างมีนัยสำคัญ กำไรจากการดำเนินงาน (EBIT) แตะระดับ 1,511 ล้านบาท หรือเพิ่มขึ้นถึง 18.37% เมื่อเทียบกับปีก่อนที่ขาดทุน 231 ล้านบาท ขณะที่อัตราส่วนผลตอบแทนต่อสินทรัพย์สิน (ROE) เพิ่มขึ้นจาก -5.0% เป็น 11.9% และอัตราส่วนผลตอบแทนต่อส่วนของผู้ถือหุ้น (ROE) พุ่งขึ้นจาก -1.39% เป็น 3.06% แสดงถึงประสิทธิภาพในการใช้ทรัพยากร และการสร้างผลตอบแทนที่สูงขึ้น นอกจากนี้ TMT ยังประสบความสำเร็จในการปรับปรุงประสิทธิภาพกระบวนการผลิต โดยลดเวลาในการเก็บสินค้าคงคลังจาก 47 วัน เป็น 41 วัน แสดงให้เห็นถึงการบริหารจัดการสินค้าคงคลังที่มีประสิทธิภาพมากขึ้น แม้ว่าระยะเวลาในการเก็บหนี้จะเพิ่มขึ้นจาก 39 วัน เป็น 55 วัน เนื่องจากการสนับสนุนลูกค้าในช่วงภัยพิบัติ แต่ก็เป็นส่วนหนึ่งของการสร้างความสัมพันธ์ที่ดี และความไว้วางใจในระยะยาว "การบริหารจัดการสินค้าคงคลังให้มีประสิทธิภาพ ส่งผลให้อัตราหมุนเวียนลดลงจาก 47 วัน เป็น 41 วัน สะท้อนถึงการปรับปรุงประสิทธิภาพในกระบวนการผลิตของ TMT อย่างชัดเจน" ปัจจัยขับเคลื่อนความสำเร็จของ TMT มาจากการบริหารจัดการต้นทุนอย่างมีประสิทธิภาพ โดยเฉพาะในด้านวัตถุประสงค์และการผลิต การพัฒนาแพลตฟอร์มดิจิทัล เช่น เบรกบล็อกโค้ดิจิทัล เพื่อให้ลูกค้าสามารถตรวจสอบสถานะสั่งซื้อได้เอง รวมถึงการลงทุนในระบบอัตโนมัติและกึ่งอัตโนมัติ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต และลดความเสี่ยงจากอุบัติเหตุ อย่างไรก็ตาม TMT ก็ต้องเผชิญกับความท้าทายจากปัจจัยภายนอก เช่น เศรษฐกิจไทยที่ฟื้นตัวไม่สม่ำเสมอ การแข่งขันที่สูงขึ้นจากผู้ผลิตเหล็กจีน และความผันผวนของราคาวัตถุดิบในตลาดโลก นอกจากนี้ TMT ยังให้ความสำคัญกับความยั่งยืนด้านสิ่งแวดลอง โดยมีการลงทุนในโซลาร์รูฟท็อปขนาดรวม 6.3 เมกะวัตต์ และวางแผนจะขยายเพิ่มอีก 3.38 เมกะวัตต์ คาดว่าจะช่วยลดการปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์ได้ประมาณ 1,500 ตันต่อปี หากใช้งานอย่างเต็มศักยภาพ สอดคล้องกับเป้าหมายประเทศไทยไทยแลนด์ เอ็นดินซี 3.0 ในปี 2568 TMT ตั้งเป้าเพิ่มปริมาณการขายเป็น 85,000 ตัน (+6% จากปีก่อน) โดยเน้นความร่วมมือกับพันธมิตรในโซนเอเชียเพื่อรักษาเสถียรภาพซัพพลายเชน และมีเป้าหมายระยะยาวในการลดคาร์บอนอินเทนซิตี้เหล็กต่อตันลง 20% จากปีฐาน (2562) เพื่อสอดคล้องกับเป้าหมายความยั่งยืนของประเทศ ถาม-ตอบ (Q&A) ประเด็น คำตอบ ราคาเหล็กในปี 2568 จะปรับขึ้นหรือไม่? ในระยะสั้นราคาเหล็กมีแนวโน้มปรับขึ้นจากความกังวลเรื่องความไม่แน่นอนและการเร่งคำสั่งซื้อของลูกค้า แต่ยังไม่ใช่การฟื้นตัวจากความต้องการใช้งานจริง หากสถานการณ์คลี่คลายในระยะกลางราคาก็มีแนวโน้มกลับเข้าสู่จุดสมดุล บริษัทมีการนำเข้าวัตถุดิบเหล็กจากประเทศใดบ้าง? TMT ไม่มีการนำเข้าบิลเล็ตหรือสแล็บโดยตรง แต่สั่งซื้อเหล็กม้วนดำจากผู้ผลิต และแปรรูปเป็นเหล็กแผ่นและท่อ การลงทุนเพื่อลดการปล่อยคาร์บอนจะช่วยลดคาร์บอนไดออกไซด์ได้เท่าไหร่? การลงทุนในโซลาร์รูฟท็อปขนาดรวม 6.3 เมกะวัตต์ (ปัจจุบัน) และแผนขยายเพิ่มอีก 3.38 เมกะวัตต์ คาดว่าจะช่วยลดคาร์บอนไดออกไซด์ได้ประมาณ 1,500 ตันต่อปี หากใช้งานอย่างเต็มศักยภาพ TMT แสดงให้เห็นถึงความสามารถในการพลิกฟื้นผลประกอบการ และปรับตัวให้เข้ากับความท้าทายของเศรษฐกิจโลก นักลงทุนควรจับตาดูการเปลี่ยนแปลงนโยบายภาครัฐ การแข่งขันจากผู้ผลิตเหล็กจีน และความผันผวนของราคาวัตถุดิบ ในขณะเดียวกัน การมุ่งเน้นความยั่งยืนด้านสิ่งแวดลอง และการสร้างความสัมพันธ์ระยะยาวกับลูกค้า ถือเป็นจุดแข็งที่สำคัญของ TMT ในอนาคต