2026-08-31T23:35:35+00:00 oppday STECH บริษัท สยามเทคนิคคอนกรีต จำกัด (มหาชน) STECH: ผลประกอบการ Q2/2026 เติบโตแข็งแกร่ง หนุนด้วยยอดขายผลิตภัณฑ์คอนกรีตและการบริหารต้นทุนที่มีประสิทธิภาพ STECH: ผลประกอบการ Q2/2026 เติบโตแข็งแกร่ง หนุนด้วยยอดขายผลิตภัณฑ์คอนกรีตและการบริหารต้นทุนที่มีประสิทธิภาพ 1. Highlights โครงสร้างธุรกิจหลักของบริษัทประกอบด้วยการผลิตและจัดจำหน่ายผลิตภัณฑ์คอนกรีตอัดแรง เช่น เสาเข็ม เสาไฟฟ้า คานสะพาน และกำแพงกันดิน รวมถึงงานบริการขนส่ง งานตอกเสาเข็ม งานก่อสร้างโครงสร้างพื้นฐาน 115 กิโลโวลต์ และงานวางคอนกรีต ซึ่งรวมถึงบริษัทย่อยอย่างบริษัท สยามซีวาย และบริษัท วังคอนกรีต ภายในงบการเงิน [พูด] การดำเนินงานของบริษัทเริ่มต้นตั้งแต่ปี พ.ศ. 2544 และปัจจุบันมีอายุครบ 25 ปี โดยมีโรงงานผลิตและหล่อผลิตภัณฑ์คอนกรีตในเครือรวมทั้งสิ้น 10 โรงหล่อ และมี 1 โรงรวด รวมถึงมีสำนักงานใหญ่ในกรุงเทพมหานคร และหน่วยงานย่อยอื่น ๆ รวมทั้งหมด 12 หน่วยงานภายใต้กลุ่มบริษัท [พูด] ผลิตภัณฑ์หลักของบริษัทแบ่งออกเป็น 4 ภาพหลัก ได้แก่ งานฐานราก (เช่น เสาเข็มสปัน, เสาเข็มสี่เหลี่ยม), งานไฟฟ้า (เช่น เสาไฟฟ้า), งานสะพาน (เช่น คานสะพานรูปแบบต่าง ๆ) และงานผนัง (เช่น เข็มพืด, เข็ม A และเข็ม B) ซึ่งบริษัทมีการใช้ผลิตภัณฑ์ของตนเองทั้งหมดในเครือ [พูด] บริษัทมีบริการขนส่งที่ใช้รถบรรทุกและรถติดเครนของตนเอง ซึ่งช่วยให้การขนส่งสินค้าขนาดใหญ่ไปยังหน้างานเป็นไปอย่างสะดวกรวดเร็วและตรงเวลา รวมถึงมีการใช้รถร่วมจากพันธมิตรเพื่อรองรับปริมาณงานในบางช่วงเวลา [พูด] บริการตอกเสาเข็มของบริษัทมีเครื่องมือครบครัน เช่น ระบบตอกปกติ, ระบบเจาะนำ (Pre-bore), ระบบไฮดรอลิก และระบบเครื่องตอกเข็มกด (Jack-in pile) ซึ่งมีทั้งเครื่องจักรของตนเองและพันธมิตรคอยสนับสนุน [พูด] ผลิตภัณฑ์เสาเข็มไมโครไพล์ (Micro Pile) ซึ่งมีความยาว 1.50-2 เมตร สำหรับงานต่อเติมบ้าน ได้ถูกพัฒนาและดำเนินการมาตลอด 3 ปี และปัจจุบันบริษัทมีความพร้อมที่จะนำเสนอออกสู่ตลาดแบบ B2C (ขายตรงถึงลูกค้า) โดยมีส่วนแบ่งการตลาดจาก 6 บริษัทชั้นนำรวมประมาณ 600 ล้านบาท [พูด] ตำแหน่งที่ตั้งของโรงงานและสำนักงานกระจายอยู่ทั่วประเทศ ได้แก่ ภาคเหนือ 2 แห่งที่ลำพูนและสุโขทัย, ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ 4 แห่งที่ขอนแก่น, อุบลราชธานี, บุรีรัมย์ และนครราชสีมา, ภาคกลาง 2 แห่งที่สระบุรีและลพบุรี, ภาคตะวันออก 2 แห่งที่ชลบุรี 1 และชลบุรี 2, และภาคใต้ 1 แห่งที่สุราษฎร์ธานี [พูด] ภาพรวมการนำเสนอของผู้บริหารมีความชัดเจน น้ำเสียงมั่นใจ และมีการอธิบายตัวเลขผลประกอบการพร้อมแผนงานในอนาคตผ่านโครงการ JUMP+ อย่างเป็นระบบ ทำให้เห็นทิศทางการเติบโตที่เป็นรูปธรรม [สไลด์] 2. Hero Story จุดเด่นที่สำคัญที่สุดในรอบนี้คือความสำเร็จในการดำเนินโครงการเพิ่มมูลค่าบริษัท "JUMP+" ซึ่งช่วยขับเคลื่อนผลประกอบการในงวด Q2/2026 ให้เติบโตอย่างโดดเด่น ทั้งรายได้รวมที่เพิ่มขึ้นเป็น 1,365 ล้านบาท และกำไรสุทธิที่ปรับตัวสูงขึ้นเป็น 158 ล้านบาท โดยผู้บริหารเน้นย้ำถึงกลยุทธ์การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต การควบคุมต้นทุนทางการเงิน และการบริหารจัดการค่าใช้จ่ายที่ดีขึ้น รวมถึงการขยายกำลังการผลิตของบริษัทในเครือและการเพิ่มเครือข่ายรถขนส่ง ซึ่งสะท้อนผ่านตัวเลขอัตรากำไรขั้นต้น (GPM) ที่ 24.2% และอัตราผลตอบแทนต่อส่วนของผู้ถือหุ้น (ROE) ที่แตะระดับ 11.95% ซึ่งเป็นระดับสูงสุดในรอบ 3 ปีที่ผ่านมา [พูด] 3. Outlook เป้าหมาย EBITDA ปี 2571 วางไว้ที่ 390-410 ล้านบาท จากผลงานงวด Q2/2026 ที่ทำได้ 269.02 ล้านบาท [สไลด์] แผนธุรกิจและแผนกลยุทธ์เน้นการเพิ่มศักยภาพการผลิตด้วยการลงทุนในแบบผลิตผลิตภัณฑ์คอนกรีตทั้งในบริษัทใหญ่และบริษัทย่อย, เพิ่มความสามารถในการขนส่งเพื่อสร้างความพึงพอใจให้ลูกค้า, เพิ่มประสิทธิภาพในการให้บริการตอกเสาเข็มพร้อมตอก, และเพิ่มกำไรอัตราการผลิตรวมในบริษัทน้อย โดยซื้อเครื่องจักรจากต่างประเทศ [สไลด์] แผนด้านธรรมาภิบาลตั้งเป้าหมายปี 2571 ให้เพิ่มความหลากหลายของกรรมการ (กรรมการหญิง 2 ท่าน คิดเป็นสัดส่วนไม่น้อยกว่า 30%) และพัฒนากระบวนการแจ้งเบาะแส ให้จัดทำสื่อเรื่องการต่อต้านคอร์รัปชัน พร้อมกำหนดเวลากำหนดสอบสวนและสรุปผลภายใน 14 วัน นับแต่ได้รับเรื่องร้องเรียน และได้รับรองจาก CAC (สมาคมส่งเสริมสถาบันกรรมการบริษัทไทย - Thai IOD) [สไลด์] แผนด้านสภาพภูมิอากาศตั้งเป้าหมายปี 2571 จัดทำรายงาน ขึ้นบัญชี ก๊าซเรือนกระจก และทวนสอบและเปิดเผยปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจก (ขอบเขต 1 และ 2) ให้แล้วเสร็จภายในปี 2571 [สไลด์] แผนกลยุทธ์ที่ 1 (เพิ่มประสิทธิภาพการผลิตด้วยการลงทุนในแบบผลิตผลิตภัณฑ์คอนกรีตทั้งในบริษัทใหญ่และบริษัทย่อย) ตั้งเป้าหมาย ROE ปี 2571 ไว้ที่ 9.20% (จากเดิม 8.10%) โดยปัจจุบันลงทุนในแบบผลิตคอนกรีต 4% ของกำลังการผลิตทั้งหมด และดำเนินการได้ตามแผน [สไลด์] แผนกลยุทธ์ที่ 2 (เพิ่มยกระดับมาตรฐานการขนส่งสินค้าเพื่อสร้างความพึงพอใจให้ลูกค้า) ตั้งเป้าหมาย Gross Profit Margin ปี 2571 ไว้ที่ 21.00% (จากเดิม 20.26%) โดยมีแผนงานสำคัญคือโครงการเพิ่มยานพาหนะเพิ่มเติมเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการขนส่ง, การพัฒนาระบบบริหารจัดการโลจิสติกส์อัจฉริยะ (Smart TMS Implementation), และการสร้างและขยายเครือข่ายรถพันธมิตรเชิงกลยุทธ์เพื่อเพิ่มพื้นที่การให้บริการ [สไลด์] แผนกลยุทธ์ที่ 3 (เพิ่มแผนเพิ่มศักยภาพการให้บริการด้านเสาเข็มพร้อมตอก) ตั้งเป้าหมาย Gross Profit Margin ปี 2571 ไว้ที่ 21.00% (จากเดิม 20.26%) โดยมีแผนงานสำคัญคือโครงการเพิ่มเครื่องจักรกำลังงานเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานของงานสนาม และแผนการตลาดเชิงรุกเพื่อขยายฐานลูกค้าโครงการขนาดใหญ่ [สไลด์] แผนกลยุทธ์ที่ 4 (แผนการเพิ่มกำลังการผลิตผลิตภัณฑ์คอนกรีตในบริษัทม่อย โดยจัดซื้อเครื่องจักรจากต่างประเทศ) ตั้งเป้าหมาย Revenue Growth 1.20% ต่อปี และกำลังการผลิตของบริษัทย่อย 22,000 ตัน/ปี โดยมีแผนงานสำคัญคือโครงการลงทุนจัดซื้อเครื่องจักรเพื่อเพิ่มกำลังการผลิตเสาเข็มคอนกรีต [สไลด์] 4. ความเสี่ยง ความผันผวนของราคาวัตถุดิบหลัก เช่น เหล็ก ปูนซีเมนต์ และราคาน้ำมัน ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อต้นทุนการผลิตและอัตรากำไรขั้นต้นของบริษัท [พูด] สภาพภูมิอากาศ เช่น ฤดูฝนหรือน้ำท่วม ซึ่งส่งผลกระทบโดยตรงต่อหน้างานก่อสร้าง ทำให้การติดตั้งผลิตภัณฑ์คอนกรีตและเสาเข็มไม่สามารถดำเนินการได้ตามกำหนด [พูด] ความรุนแรงของการแข่งขันในตลาดกลุ่มอสังหาริมทรัพย์และงานก่อสร้าง ซึ่งมีความต้องการ (Demand) ลดลงจากซัพพลายที่มีอยู่เดิม ทำให้เกิดการแข่งขันด้านราคาและอาจส่งผลต่อการเติบโตของรายได้ [พูด] ข้อพิพาททางกฎหมาย เช่น กรณีที่ดินโรงงานบุรีรัมย์ ที่ยังอยู่ในกระบวนการพิจารณาของศาลและยังไม่มีข้อยุติ ซึ่งอาจมีภาระผูกพันทางการเงินในอนาคต [พูด] 5. Q&A Highlights คำถาม (28:54): "ปริมาณ Backlog ในมือของบริษัทปัจจุบันมีมูลค่าเท่าไหร่ และบริษัทคาดว่าจะทยอยรับรู้เป็นรายได้เข้ามาในไตรมาส 3 ในสัดส่วนเท่าไหร่?" [พูด] คำตอบ: "Backlog ในมือปัจจุบันมีทั้งแบบปกติ (งานก่อสร้างที่ใช้เวลา 1-2 เดือน) และแบบงานภาครัฐหรือกำแพงกันดิน (ระยะยาวเป็นปีหรือปีครึ่ง) ซึ่งมีอยู่พอสมควร แต่ไม่สามารถตอบตัวเลขเจาะจงการรับรู้รายได้ในไตรมาส 3 ได้อย่างชัดเจน" [พูด] คำถาม (30:00): "มาตรการสำคัญใดบ้างที่ทำให้ขับเคลื่อนกำไรในยามครึ่งปีหลัง และเครื่องจักรใหม่จะส่งผลทันปีนี้หรือไม่ รวมถึงแนวทางการบริหารต้นทุนเพื่อรักษาเสถียรภาพกำไรขั้นต้น?" [พูด] คำตอบ: "ครึ่งปีหลังจะมีเรื่องการเพิ่มแบบผลิต (ที่สั่งทำและกำลังดำเนินการอยู่) ส่วนการติดตั้งเครื่องจักรใหม่ในบริษัทย่อย (สยามซีวาย) อาจไม่ทันส่งผลใน1ปีนี้ ส่วนการบริหารต้นทุนบริษัทให้ความสำคัญมากเพื่อรักษา GPM และป้องกันค่าใช้จ่ายที่ไม่ควรเกิดขึ้น" [พูด] คำถาม (33:27): "ความคืบหน้าโครงการภาครัฐเอกชนรายใหม่ รวมถึงได้งานเมกะโปรเจกต์ ทิศทางเป็นอย่างไร?" [พูด] คำตอบ: "STECH ได้รับการตอบรับจากลูกค้าคนสำคัญต่อเนื่อง มีทั้งงานเมกะโปรเจกต์และงานinfrastructure ของภาครัฐ ซึ่งแนวโน้มผลประกอบการเติบโตดีขึ้น" [พูด] คำถาม (38:52): "บริษัทรับรู้หนี้สินค่าภาษีอากรนำเข้าสินค้าลอด์คาร์บอนสูง จำนวน 30.4 ล้านบาท ในงบกำไรขาดทุนงวดนี้ หรือยัง และบันทึกอยู่ในรายการใด?" [พูด] คำตอบ: "30.4 ล้านบาทที่เป็นค่าเผื่อหนี้สินค่าอากร เป็นการตั้งสำรองงบกำไรขาดทุนเรียบร้อยแล้วทั้ง 30.4 ล้านบาท และจะถูกบันทึกอยู่ในค่าใช้จ่ายบริหาร" [พูด] คำถาม (39:27): "ค่าเผื่อลูกหนี้ ณ สิ้นปีที่แล้วเพิ่มขึ้น 28 ล้านบาท และในครึ่งปีนี้เพิ่มขึ้นอีกเกือบ 9 ล้านบาท มาจากลูกหนี้รายใด และมีความคืบหน้าติดตามดำเนินคดีอย่างไร มีโอกาสจะเกิด Reversal กลับเข้ามาในอนาคตหรือไม่?" [พูด] คำตอบ: "ค่าเผื่อลูกหนี้ ณ ปัจจุบันอยู่ที่ประมาณ 37 ล้านบาท บริษัทมีการติดตามและประชุมทุกเดือน และมีโอกาสที่จะ Reversal กลับตามจำนวนที่ลูกค้าชำระเข้ามาตามมาตรฐานบัญชี" [พูด] คำถาม (42:25): "ขอทราบ Backlog ต้นทุนวัตถุดิบพลังงานเพิ่มขึ้น มีโอกาสขาดทุนไหม?" [พูด] คำตอบ: "ต้นทุนที่เพิ่มขึ้นจากพลังงานและน้ำมัน ไม่น่าจะทำให้บริษัทขาดทุน เพราะการขาดทุนจะเกิดขึ้นก็ต่อเมื่อไม่มีงานผลิตเท่านั้น" [พูด] คำถาม (45:30): "บริษัทแจ้งเงินปันผล คิดเป็นประมาณ 20% ของกำไรสุทธิ เหตุผลหลักมาจากอะไร มีโอกาสปรับเพิ่ม Dividend Payout Ratio ในปีถัดไปหรือไม่?" [พูด] คำตอบ: "บริษัทจ่ายเงินปันผลที่ผ่านมาประมาณ 29 ล้านบาท เนื่องจากยังมีการลงทุนต่อเนื่องในการขยายกำลังการผลิต เช่น แผ่นพื้นและเครื่องจักร และจะพิจารณาปรับเพิ่ม Dividend Payout Ratio ตามความเหมาะสมในอนาคต" [พูด] คำถาม (46:21): "กรณีข้อพิพาทที่ดินโรงงานบุรีรัมย์ ฟ้องร้องแล้วหรือยัง ยังมีความเสี่ยงหรือภาระผูกพัน 3.74 ล้านบาทเพิ่มเติมไหม?" [พูด] คำตอบ: "3.74 ล้านบาทไม่ใช่ค่าความเสียหาย แต่เป็นค่ารื้อถอนและค่าชดเชยการรื้อถอนที่จะจ่ายให้บริษัทหากรถไฟชนะคดี ซึ่งปัจจุบันยังอยู่ในกระบวนการพิจารณาของศาลชั้นต้นและยังไม่มีข้อยุติ จึงยังไม่ได้บันทึกก้อนนี้ในงบ" [พูด] คำถาม (48:20): "อะไรคือตัวเลขสำคัญที่สุดของ STECH ในช่วง 12 เดือนข้างหน้าที่ควรติดตามเป็นพิเศษ?" [พูด] คำตอบ: "การติดตามงานขาย การเข้าหาลูกค้าได้เร็ว และการผลิตที่ตอบรับลูกค้า เนื่องจากลูกค้าอาจคอนเฟิร์มช้าลง แต่ระยะเวลาก่อสร้างยังคงเดิม จึงต้องวางแผนกำลังผลิตให้ดีขึ้น" [พูด] คำถาม (49:57): "ไตรมาส 1-2 ที่ผ่านมา มีการตั้งค่าเผื่อลดสินค้าคงเหลือ เกิดจากอะไร มีแนวโน้มจะลดลงหรือกลับสำรองไหม?" [พูด] คำตอบ: "เดิมตั้งค่าเผื่อสินค้าคงเหลือเต็ม 100% เมื่อครบกำหนดระยะเวลา แต่ปัจจุบันปรับนโยบายเป็นตั้งก่อน 50% เมื่อถึงครึ่งทาง และตั้ง 100% เมื่อถึงกำหนดเดิม เพื่อความconservative" [พูด] คำถาม (51:12): "บริษัทตั้งประมาณการซื้อเหล็กลวด 30 ล้านบาท เกิดจากอะไร?" [พูด] คำตอบ: "เนื่องจากมีหนังสือหรือการนำเข้าเหล็กลวด ทางบริษัทได้ปรึกษาผู้ตรวจสอบและสำรองไว้ก่อนในสัดส่วน 100% แต่เรื่องยังไม่จบและต้องคุยกันอีกหลายประเด็น" [พูด] คำถาม (52:05): "ขอทราบ Backlog ต้นทุนวัตถุดิบพลังงานเพิ่มขึ้น มีโอกาสขาดทุนไหม?" [พูด] คำตอบ: "ต้นทุนที่เพิ่มขึ้นจากพลังงานและน้ำมัน ไม่น่าจะทำให้บริษัทขาดทุนได้" [พูด]